วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

'ฟูจิตสึ'ส่งซูเปอร์คอมพ์ ขึ้นอันดับ1ประมวลผลเร็วสุดในโลก

บริษัทฟูจิตสึ ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ชื่อดังประเทศญี่ปุ่น สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลเร็วที่สุดในโลกออกมาแล้วในชื่อ 'เค ซูเปอร์คอมพิวเตอร์' (K-Supercomputer) ถือเป็นอีกครั้งในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2547 ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งสร้างโดยบริษัทแดนอาทิตย์อุทัยสามารถครองแชมป์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูงสุดในโลก โดยเค ทุบสถิติที่ความเร็ว 8 เพตาฟล็อปต่อวินาที ซึ่งก็คือการประมวลผลได้ถึง 8 พันล้านล้านคำสั่งใน 1 วินาที บนซีพียูมากกว่า 8 หมื่นตัว ทำให้เคกลายเป็นสุดยอดคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ของโลก ในการจัดอันดับ 驌 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์โลก' ทันที

สำหรับผลการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วโลกทั้ง 500 ลำดับนั้น ครั้งล่าสุดเปิดเผยในงานประชุมที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เมื่อวันจันทร์ที่ 20 มิ.ย.ผ่านมา โดย 'เค ซูเปอร์คอมพิวเตอร์' สามารถคว่ำแชมป์เก่าอย่าง 'เทียนเหอ-1 เอ' (Tianhe-1A) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากประเทศจีนที่ผลิตโดยศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน ซึ่งเคยทำสถิติได้ 2.6 เพตาฟล็อปต่อวินาที ล่าสุดต้องตกมาอยู่อันดับสอง

ด้านเคล็ดลับความเร็วของเค ก็คือ ซีพียูทุกตัวที่ใช้เป็นชิพ 8 คอร์ประมวลผล ทำให้เคสามารถทำสถิติเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงที่สุดในโลกนั่นเอง ส่วนเครื่องจากญี่ปุ่นที่เคยทำสถิติไว้เมื่อปี 2547 คือเครื่อง 'เอิร์ธ ซิมูเลเตอร์' ซูเปอร์คอมพ์ของเอ็นอีซี

ส่วนเครื่องความเร็วอันดับสาม ได้แก่ เครื่องจากัวร์ (Jaguar) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของกระทรวงพลังงานสหรัฐซึ่งเป็นฝีมือการพัฒนาโดยสถาบันวิจัยแห่งชาติโอ๊กริดจ์ ความเร็วที่บันทึกไว้คือ 1.75 เพตาฟล็อป อันดับที่ 4 คือ 'เนบิวเล' (Nebulae) ของศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน ความเร็ว 1.27 เพตาฟล็อป และอันดับที่ 5 คือ 'สึบาเมะ 2.0' (Tsubame 2.0) ของสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว ความเร็ว 1.19 เพตาฟล็อป

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ความเร็วระดับเพตาฟล็อปหรือพันล้านล้านคำสั่งต่อวินาทีนั้นถูกนำไปใช้ในงานที่ต้องการระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความสามารถในการประมวลผลสูงเป็นพิเศษ เช่น ในอุตสาหกรรมพลังงาน การพยากรณ์อากาศ เป็นต้น ขณะที่ประเทศที่มีการใช้งานซูเปอร์คอมพ์มากที่สุดในโลกคือสหรัฐอเมริกา รองลงมาคือจีน เยอรมนี อังกฤษ และญี่ปุ่น ตามลำดับ


วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7512 ข่าวสดรายวัน

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

AMD เปิดตัว 'ลาโน' บุกตลาดไทยมิ.ย.นี้

เอเอ็มดีเปิดตัวเอพียู เอ-ซีรี่ส์รหัส ลาโน นำเสนอภาพกราฟิกที่สว่างสดใส พร้อมประสิทธิภาพคล้ายกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และ ใช้งานแบตเตอรีทนนานเป็นวัน

เอเอ็มดี เอพียู เอ-ซีรี่ส์ (ภายใต้รหัสการพัฒนา Llano) หน่วยเร่งการประมวลผล ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับผู้บริโภคกลุ่มหลักสำหรับโน้ตบุ๊ก และเดสก์ท้อปพร้อมความสามารถในการแสดงผลกราฟิกระดับ HD และการประมวลผลในลักษณะเดียวกันกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ทั้งยังใช้งานแบตเตอรียาวนานถึงกว่า 10.5 ชั่วโมง

นายจักรกฤษณ์ วชิระศักดิ์ศิลป์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอเอ็มดี กล่าวว่า เอพียู เอ-ซีรี่ส์ ตอบสนองกระแสการใช้งานในปัจจุบัน และอนาคต ที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสำคัญกับการทำงานแบบมัลติทาสกิ้ง การแสดงผลภาพที่สดใส การเล่นเกมส์เลียนแบบชีวิตประจำวัน การเล่นวิดีโอโดยไม่มีความล่าช้า รวมทั้งประสิทธิภาพการทำงานมัลติมีเดียระดับสูงสุด

ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เอเอ็มดี เอพียู เอ-ซีรี่ส์ จึงผสานเอาคอร์ซีพียูตระกูล X86 สูงสุดถึง 4 คอร์ เข้ากับชิปกราฟิกระดับกลางที่มีความสามารถในการใช้งาน DirectX 11 จนถึงระดับกราฟิกชิปตระกูล Radeon 400 รวมทั้งประสิทธิภาพการประมวลผลภาพวิดีโอระดับ HD เข้าไว้ในชิปตัวเดียวกัน นอกจากนั้นเอเอ็มดี เอพียู เอ-ซีรี่ส์ ยังพร้อมรับการสั่งการผ่านอินเตอร์เฟสสัญลักษณ์ (gestural interface) สนับสนุนการแสดงผลผ่านหลายหน้าจอ ความบันเทิงแบบ 3 มิติและการป้องกันภาพสั่นแบบเรียลไทม์

ทั้งนี้ ผู้บริโภคในไทยจะได้พบกับโน้ตบุ๊ก และเดสก์ท้อป ที่ใช้หน่วยเร่งการประมวลผลตัวใหม่ เอพียู เอ-ซีรี่ส์ จากค่ายพีซีในสัปดาห์เดียวกับที่มีการเปิดตัวสู่ตลาดโลกที่สหรัฐฯในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้โดยเอเซอร์จะเป็นค่ายแรกที่เปิดตัวโน้ตบุ๊ก และเดสก์ท้อป ที่ใช้หน่วยเร่งการประมวลผลตัวใหม่ เอพียู เอ-ซีรี่ส์ ในกลางเดือนมิ.ย.นี้ ตามด้วยอัสซุส และเอชพี ที่จะวางจำหน่ายสินค้าในช่วงปลายเดือนมิ.ย. ส่วนซัมซุง โตชิบา โซนี่ และเลอโนโว่ คาดว่าจะทำตลาดในช่วงเดือนก.ค.ปีนี้

Company Related Link :
AMD

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มิถุนายน 2554 08:11 น.

เตือนภัยมัลแวร์แอนดรอยด์ "แอปฯช่วยเล่น Angry Birds ปลอม"

กูเกิลประกาศลบโปรแกรมประสงค์ร้ายหรือมัลแวร์ออกจากร้านแอปพลิเคชันแอนดรอยด์มาร์เก็ต (Android Market) อีกรอบ หลังจากผู้เชี่ยวชาญพบว่ามีแอปพลิเคชันสอดแนมแฝงตัวโดยใช้โปรแกรมเกมสุดฮ็อต Angry Birds เป็นเครื่องตบตา ใช้เล่ห์เสนอตัวเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วงโกงให้เล่นเกมนกพิโรธได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการลบมัลแวร์รอบที่ 3 ต่อเนื่องจากการลบมัลแวร์มากกว่า 80 แอปพลิเคชันที่กูเกิลตรวจพบในรอบปีนี้

Xuxian Jiang ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฝ่ายวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยรัฐนอร์ธแคโรไลนา (North Carolina State University) ประกาศพบมัลแวร์ใน 10 แอปพลิเคชันซึ่งเปิดให้ผู้ใช้อุปกรณ์พกพาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยล่าสุดผู้ช่วยศาสตราจารย์รายนี้ได้พบมัลแวร์ซึ่งแฝงตัวในแอปพลิเคชันที่อวดอ้างว่าสามารถช่วยให้เล่นเกมยอดฮิตจากค่าย Rovio อย่าง Angry Birds ได้ง่ายขึ้น จุดนี้มีการยืนยันว่าเกม Angry Birds นั้นไม่มีมัลแวร์แฝงแต่อย่างใด

Jiang นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบมัลแวร์ซึ่งมีการประสานงานกับบริษัทแอนตี้ไวรัสและสถาบันวิจัยอย่าง Lookout, Symantec, McAfee, CA, SmrtGuard, Juniper, Kinetoo, Fortinet และอื่นๆ สำหรับมัลแวร์ตัวใหม่ที่ Jiang และทีมตั้งชื่อว่า "แพลงตอน (Plankton)" นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะระบบรูตของแอนดรอยด์ แต่ออกแบบมาเพื่อแฝงตัวทำงานอยู่ที่พื้นหลังหรือแบคกราวน์โดยที่เจ้าของเครื่องไม่รู้ตัว

จุดนี้ Jiang ระบุว่าแพลงตอนสามารถทำงานต่อเนื่องนาน 2 เดือนโดยซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในโทรศัพท์มือถือไม่สามารถตรวจจับได้ ความน่ากังวลของของแพลงตอนคือความเสี่ยงในการถูกขโมยตัวตนและการถูกล่อลวงออนไลน์ เพราะจะสามารถเก็บข้อมูลความลับในเครื่องทุกอย่างแม้แต่บุ๊กมาร์คในเบราว์เซอร์ ประวัติการเปิดเว็บ รวมถึงข้อมูลเวลาใช้งานอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพาซึ่งสามารถส่งกลับไปที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้หวังร้ายได้อย่างอัตโนมัติ

ปัจจุบัน อุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์นั้นถูกจับตาเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวถูกใช้เพื่อการรับส่งอีเมล ทำธุรกรรมการเงิน เครือข่ายสังคม รวมถึงกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัว โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กูเกิลได้ประกาศว่ากำลังตรวจสอบ 26 แอปพลิเคชันต้องสงสัยว่าจะเป็นมัลแวร์ หลังจากกูเกิลประกาศลบแอปพลิเคชันที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นมัลแวร์จำนวน 50 แอปพลิเคชันในเดือนมีนาคม

Company Related Link :
Google

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 มิถุนายน 2554 14:38 น.

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อหังการหัวเว่ย 4G บนเวทีโลก(รายงาน)

คำว่าโกอินเตอร์คือคำบรรยายสถานภาพที่เหมาะสมของยักษ์ใหญ่โลกสื่อสารแดนมังกรอย่างหัวเว่ยในนาทีนี้ ถามว่าหัวเว่ยมีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้บริษัทจีนสามารถมีอิทธิพลและบทบาทเป็นผู้เล่นหลักในตลาด 4G และมีแวว"แทนที่"เจ้าตลาดฝั่งตะวันตกอย่างน่าตกใจ หนึ่งในคำตอบคือการพิสูจน์ตัวเองด้วยการปักหลักร่วมพัฒนากับพันธมิตรโอเปอเรเตอร์อย่างใกล้ชิดประเภท "ผูกกันตัวต่อตัว"

ตัวอย่างมนต์ขลังของนโยบายตัวต่อตัวที่หัวเว่ยใช้มัดใจโอเปอเรเตอร์บนเวที 4G อย่างอยู่หมัดคือกรณี "เทเลนอร์ นอร์เวย์" ที่เลือกหัวเว่ยเป็นผู้จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์เครือข่าย LTE เพื่อให้เทเลนอร์สามารถทดสอบนานาบริการและแอปพลิเคชัน 4G ที่กรุงออสโลว์ ประเทศนอร์เวย์

หัวเว่ยดึงพนักงานกว่า 120 คน มากกว่า 23 สัญชาติ มาทำงานร่วมกันกับเทเลนอร์พร้อมกับตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรมโครงข่ายร่วมกันในชื่อ Joint Innovation Centre (JIC) โดยเช่าเฟอร์นิเจอร์และพื้นที่จากสำนักงานใหญ่เทเลนอร์ในนอร์เวย์ บนโครงสร้างองค์กรคือการทำงานประกบบุคลากรเทเลนอร์ชนิด"Pair"หรือคู่กัน

จุดนี้น่าสนใจเพราะศูนย์ JIC นี้เป็นศูนย์ความร่วมมือพัฒนาโครงข่าย 4G ร่วมกันระหว่างหัวเว่ยและเทเลนอร์ซึ่งมีที่ประเทศนอร์เวย์ประเทศเดียว แถมนอร์เวย์ยังเป็นพื้นที่เดียวที่โครงข่ายหลักของหัวเว่ยถูกติดตั้งแบบยกชุดเนื่องจากพื้นที่อื่นในเทเลนอร์กรุ๊ปก็ยังคงเลือก"อีริคสัน"เช่นในสวีเดนหรือประเทศไทยเอง โดยหัวเว่ยเป็นผู้จัดหาโครงข่าย 4G ให้เทเลนอร์สวีเดน แต่ก็ยังไม่ทิ้งอีริคสันเช่นกัน

จุดนี้มีการคาดว่าหากดีแทคซึ่งเป็นบริษัทในเครือเทเลนอร์และอีริคสันจะสร้างศูนย์พัฒนาร่วมกัน ก็คงไม่ได้ออกมาในลักษณะการแบ่งปันทรัพยากรและความชำนาญด้านโครงข่ายร่วมกันเช่นนี้ แต่จะเป็นการร่วมกันพัฒนาด้านแอปพลิเคชันมากกว่า

เจ้าหน้าที่ JIC ของหัวเว่ยในเทเลนอร์สำนักงานใหญ่เล่าว่า ศูนย์ JIC นี้ก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ที่ผ่านมาหลังการเซ็นเอ็มโอยูระหว่างหัวเว่ยและเทเลนอร์นอร์เวย์เมื่อปี 2009 ในโครงการจัดหาอุปกรณ์ในภาคเรดิโอของเครือข่ายแอลทีอี (LTE radio access) และในส่วนอุปกรณ์หลัก (EPC: Evolved Packet Core) สำหรับการทดสอบเครือข่ายแอลทีอี (LTE: Long Term Evaluation) ที่เมืองออสโล ซึ่งมีระยะเวลาโครงการต่อเนื่อง 6 ปี

หลายโครงการพัฒนาเรียบร้อยในปีที่แล้ว เช่น เทคโนโลยี LTE QoS หรือเทคโนโลยีจัดสรรแบนด์วิดท์ตามคุณภาพที่กำหนด ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้แพกเกจแพงกว่าสามารถใช้งาน LTE ได้ดีกว่า สำหรับปี 2011 ศูนย์ JIC มีโครงการรออยู่มากกว่า 10 โครงการ ซึ่งใช้งบประมาณมากกว่า 10 ล้านโครนนอร์เวย์ หรือประมาณ 570 ล้านบาท

หัวเว่ยการันตีว่าศูนย์ JIC นี้ทำให้เทเลนอร์นอร์เวย์สามารถลดเงินทุนได้ถึง 30% เพิ่มชั่วโมงใช้งานดาต้าของลูกค้าได้มากกว่า 40% นำไปสู่การเพิ่มรายได้ของเทเลนอร์มากกว่า 3%

ถามว่าหัวเว่ยได้อะไรกลับมา หัวเว่ยไม่ได้บอกว่าได้ใจอย่างเดียว แต่หัวเว่ยสามารถทดสอบและพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพ เพื่อการันตีตัวเองว่าเลือกหัวเว่ยแล้วไม่ผิดหวัง

ประเด็นนี้เองที่ทำให้เทเลนอร์ นอร์เวย์หันมาเลือกใช้โครงข่าย LTE ของหัวเว่ย ซึ่งการันตีว่ามีแบนด์วิดท์รวมถึง 120Mbps แน่นอนว่าหัวเว่ยจะไม่หยุดนิ่งเฉพาะที่นอร์เวย์ แต่กำลังมีแผนขยายขอบเขตงานของศูนย์ JIC ไปที่สวีเดน บังกลาเทศ และปากีสถาน

สำหรับโครงการเปลี่ยนเครือข่ายหรือ Network Swap ซึ่งหัวเว่ยลงมือให้เทเลนอร์นอร์เวย์ ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ 900 ไซต์ในช่วงปีที่ผ่านมา ก่อนจะขยายเป็น 600 ไซต์ต่อเดือนตลอดช่วงปีนี้ท่ามกลางทีมงานกว่า 50 ทีม ทั้งหมดรวมทั้งการ Swap ที่เป็น Hot Swap (การเปลี่ยนเครือข่ายโดยที่เครือข่ายเก่ายังทำงานอยู่) และ Cold Swap (เปลี่ยนเครือข่ายโดยปิดเครือข่ายก่อน) คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคมนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะไปได้สวยในเวทีโลก แต่ในเมืองไทย หัวเว่ยก็ยังไม่สามารถครองใจบริษัทในเครือเทเลนอร์อย่างดีแทค โดยแม้หัวเว่ยจะได้รับเลือกให้ ดำเนินการติดตั้งโครงข่าย 3G เพื่อทดสอบตั้งแต่ปี 2009 แต่ดีแทคก็ตัดสินใจให้อีริคสันมาเป็นซัปพลายเออร์หลักในโครงการ Network Swap อยู่ดี จุดนี้ผู้บริหารดีแทคย้ำว่าภาพความพร้อมของซัปพลายเออร์เครือข่ายในแต่ละประเทศนั้นต่างกัน ซึ่งในประเทศไทย อีริคสันยังทำได้ดีกว่า

นอกจากเทเลนอร์ หัวเว่ยยังติดตั้งโครงข่าย LTE ให้บริษัทเทเลียโซเนอรา (TeliaSonera) ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในแถบสแกนดิเนเวียและกลุ่มประเทศบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย) ซึ่งเป็นคู่แข่งของเทเลนอร์ โดยความคืบหน้าล่าสุดคือการเซ็นเอ็มโอยูร่วมกับบริษัท TELUS เพื่อตั้งศูนย์ JIC ที่แคนาดา เพื่อพัฒนาโซลูชันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบไร้สายและมีสาย ระยะเวลาโครงการคือ 3 ปี โดยหัวเว่ยถือหุ้นในศูนย์ 50%

อย่างนี้ไม่เรียกโกอินเตอร์ แล้วจะเรียกว่าอะไรดี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มิถุนายน 2554 10:27 น.

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฟอร์ดจับมือกูเกิลผุดรถอัจฉริยะ

หลังจากเป็นพันธมิตรยาวนานกับไมโครซอฟท์ ล่าสุดฟอร์ด (Ford) ประกาศอย่างเป็นทางการว่ากำลังอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับกูเกิลในการสร้างรถยนต์อัจฉริยะที่สามารถประหยัดพลังงานได้ดีกว่าเดิม โดยระบบจะสามารถทำนายพฤติกรรมผู้ขับขี่และปรับเปลี่ยนการตั้งค่าในรถให้เหมาะสมอย่างอัตโนมัติ

เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้คือการใช้ระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลเทคโนโลยีคลาวด์ (cloud) ในการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมในอดีตของผู้ขับขี่แล้วประเมินเพื่อพยากรณ์พฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วจึงบริหารจัดการส่วนประกอบในรถผ่านระบบไร้สายให้สอดคล้องกัน เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเทคโนโลยี Google Prediction API ที่ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้วโดยหน่วยวิจัย Google Labs

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Google Prediction API เนื่องจากที่ผ่านมา กูเกิลประชาสัมพันธ์มาตลอดว่าเทคโนโลยีนี้สามารถทำให้เว็บไซต์สามารถแนะนำสินค้าแก่ผู้ชมได้โดยพยากรณ์จากประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ต รวมถึงสามารถคาดการณ์ว่าผู้ใช้จะมีงบประมาณการซื้อสินค้าต่อวันเท่าใด ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์บนท้องถนน ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของทั้งฟอร์ดและกูเกิล

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ฟอร์ดระบุว่าจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในรถยนต์ไฮบริดประหยัดน้ำมันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยอธิบายว่าหากผู้ใช้ติดเครื่องทุกเช้าในวันทำงาน ระบบจะสามารถทำนายได้ว่านี่คือเวลาที่ผู้ขับกำลังเดินทางไปทำงาน ในวิดีโอสาธิต ระบบสามารถส่งเสียงเพื่อยืนยันว่านี่คือการเดินทางไปสำนักใช่หรือไม่ หากส่งเสียงตอบว่าใช่ ระบบนำทางภายในรถจะตั้งค่าเป็นเส้นทางสู่สำนักงานโดยอัตโนมัติ

ด้วยวิธีการเหล่านี้ ฟอร์ดระบุว่าจะทำให้เครื่องยนต์ไฮบริดสามารถจัดสรรการเผาผลาญพลังงานระหว่างน้ำมันและแบตเตอรีอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จุดนี้ทำให้ความร่วมมือระหว่างฟอร์ดและกูเกิลนั้นไม่ได้ทับซ้อนความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ ซึ่งร่วมกันพัฒนาระบบ Ford Sync โดยระบุว่าระบบของไมโครซอฟท์เป็นการเพิ่มประหสิทธิภาพการขับขี่ ซึ่งเน้นอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับโดยตรงทั้งในเรื่องระบบนำทางและการรับข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ แต่ระบบของกูเกิลเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรพลังงานในรถ ให้สามารถทำงานได้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

เบื้องต้น ข้อมูลระบุว่าข้อมูลพฤติกรรมของผู้ขับขี่จะถูกเก็บไว้ในระบบคลาวด์ของกูเกิลซึ่งจะมีการเก็บรวบรวมเมื่อได้รับความยินยอมจากผู้ใช้เท่านั้น โดยฟอร์ดยืนยันว่าไม่มีแผนจะพัฒนาเป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ เช่นการจำกัดความเร็วในการขับขี่ใดๆ แต่ยอมรับว่ามีแผนจะพัฒนาเป็นโปรแกรมเพื่อรถยนต์ขับขี่ตัวเองตามสไตล์ของผู้ขับ

ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการวางจำหน่ายหรือให้บริการเทคโนโลยีดังกล่าวของฟอร์ดและกูเกิลที่แน่นอน มีเพียงการคาดการณ์ว่าระบบนี้จะเริ่มวางตลาดได้ภายในปี 2015 หรืออีก 4 ปีนับจากนี้

Company Related Link :
Google
http://www.ford.com

นร.ไทย คว้า นักวิทย์ฯรุ่นเยาว์ 'อินเทล ไอเซฟ 2011'

นักเรียนไทย คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ในการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ หรืออินเทลไอเซฟ จากผลจากทำพลาสติกจากเกล็ดปลา รับทุนการศึกษา 50,000 เหรียญสหรัฐ

นายพรวสุ พงศ์ธีระวรรณ นางสาวธัญพิชา พงศ์ชัยไพบูลย์ และ นางสาวอารดา สังขนิตย์ ทีมจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของมูลนิธิ อินเทล (Intel Foundation Young Scientist Award) ในการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ หรืออินเทลไอเซฟ โดยนักเรียนทั้งสามคนได้รับทุนการศึกษา 50,000 เหรียญสหรัฐ จากความสำเร็จในการวิจัยเรื่องการสกัดเจลาตินจากเกล็ดปลาและนำมาผลิตพลาสติกบรรจุอาหาร ซึ่งเป็นโครงงานที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง โครงงานวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ในการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว

เช่นเดียวกับนายเทย์เลอร์ วิลสัน จากเมืองเรโน รัฐเนวาดา ที่เป็นนักเรียนอีกหนึ่งคนที่ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของมูลนิธิอินเทล (Intel Foundation Young Scientist Award) และได้รับทุนการศึกษา 50,000 เหรียญสหรัฐ เทย์เลอร์ได้พัฒนาโครงงานเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์โดยใช้ระบบตรวจจับ

ขณะที่นายแมทธิว เฟดเดอร์เซน และนายแบลค มาร์กกราฟฟ์ จากเมืองลาฟาแย็ต รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยได้รับทุนการศึกษา 75,000 เหรียญสหรัฐ จากรางวัลกอร์ดอน อี มัวร์ ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่กอร์ดอน มัวร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง รวมทั้งเป็นประธานและซีอีโอที่เกษียณอายุการทำงานไปแล้วของอินเทล โครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนทั้งสองมีจุดประสงค์เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งมีค่าใช้จ่ายน้อยลง โดยการนำดีบุกมาวางบริเวณใกล้กับเนื้อร้ายก่อนการรักษาด้วยการฉายรังสี

นอกจากนั้น นักเรียนไทยอีกหนึ่งทีม ได้แก่ นายนรินธเดช เจริญสมบัติ นายธนทรัพย์ ก้อนมณี และนางสาววรดา จันทร์มุข จากจังหวัดเพชรบุรี ได้รับรางวัลแกรนด์ อวอร์ด อันดับที่สี่ ในสาขาวิศวกรรมวัสดุและวิศวกรรมชีวเวช พร้อมได้รับทุนการศึกษา 500 เหรียญสหรัฐ จากโครงงานการนำผลของฟิลม์มิวซิเลจจากเมล็ดแมงลักมาใช้ในการยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว

นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าว ผมขอแสดงความยินดีกับนักเรียนไทยทุกคนที่เป็นตัวแทนประเทศเข้าร่วมการประกวดในปีนี้ และร่วมสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อีกครั้งหนึ่ง การประกวดรางวัล อินเทลไอเซฟ ในครั้งนี้ช่วยตอกย้ำให้เราเห็นว่าวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอันล้ำสมัย

“การแข่งขันในระดับนานาชาติครั้งนี้ได้รวบรวมเยาวชนจากประเทศต่างๆ ที่ล้วนพยายามหาทางแก้ไขและรับมือกับปัญหาระดับโลกโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ อินเทลมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเลิกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 13 ปี เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนนักเรียนไทยที่มีความสามารถ และอินเทลจะเดินหน้าโครงการดีๆ เพื่อส่งเสริมการศึกษาในประเทศเช่นนี้ต่อไป”

งานอินเทล ไอเซฟ 2011 ในปีนี้มีการคัดเลือกนักคิด นักประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์กว่า 1,500 คน โดยเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากการประกวดต่างๆ กว่า 443 งาน จาก 65 ประเทศและส่วนการปกครองต่างๆ ทั่วโลก โดยประเทศที่เข้าร่วมการประกวดเป็นครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ ฝรั่งเศส ตูนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกเหนือจากผู้ชนะรางวัลที่กล่าวไปแล้ว ยังมีผู้ที่ได้รับรางวัลอื่นๆ อีกกว่า 400 คน ซึ่งได้รับรางวัลจากผลงานที่สร้างสรรค์และโดดเด่น รางวัลเหล่านี้แบ่งออกเป็น 17 สาขา โดยนักเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละสาขาจะได้รับรางวัลคนละ 5,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ มูลนิธิอินเทลยังมอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนของผู้ที่ได้รับรางวัล อีกรางวัลละ 1,000 เหรียญสหรัฐ

สมาคมเพื่อวิทยาศาสตร์และสาธารณะ เป็นองค์กรการกุศลที่อุทิศตนเพื่อการวิจัย และการให้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สู่สาธารณชน โดยดูแลการจัดแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติมาตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2493

อลิซาเบธ มารินโคลา ประธานของสมาคมผลงานด้านเพื่อวิทยาศาสตร์และสาธารณะ กล่าวว่า “เราขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกคน พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันและความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้าเพื่อการแก้ไขปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ที่ท้าทาย ผลงานของพวกเขาและผลงานจากผู้เข้าแข่งขันทุกคนในงานอินเทลไอเซฟ 2011 ในปีนี้ แสดงให้ถึงศักยภาพของนักเรียน ที่สามารถประสบความสำเร็จได้เมื่อได้รับแรงบันดาลใจจากการคิด ตั้งคำถาม และการวิจัย”

โครงงานของผู้ที่เข้าร่วมงานอินเทลไอเซฟ 2011 ได้รับการพิจารณาและให้คะแนนจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับวุฒิดุษฏีบัณฑิต หรือเทียบเท่ากว่า 100 คนที่มีประสบการณ์การทำงานที่ช่ำชองในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์กว่า 6 ปี รายชื่อของผู้เข้าประกวดทั้งหมดสามารถเข้าชมได้ที่ www.societyforscience.org/intelisef2011 ผู้เข้าร่วมงานอินเทลไอเซฟนี้ได้รับการสนุนร่วมกันระหว่างบริษัทอินเทล และมูลนิธิอินเทล รวมถึงหน่วยงานเอกชน องค์กรทางการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ อีกหลายหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤษภาคม 2554 11:28 น.

"Chromebook"พร้อมขายมิ.ย.นี้ กูเกิลโชว์เปิดปุ๊บออนไลน์ปั้บใน 8 วิฯ

สังเวียนโน้ตบุ๊กเตรียมระเบิด เพราะกูเกิลประกาศเปิดตัว "โครมบุ๊ก (Chromebook)" คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการโครมโอเอสฝีมือการผลิตโดยซัมซุงและเอเซอร์จำนวน 2 รุ่นที่งานประชุมนักพัฒนาประจำปี Google I/O 2011 ระบุว่าทั้ง 2 รุ่นจะพร้อมวางจำหน่ายในร้านออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไปที่เว็บไซต์ Amazon.com และเว็บไซต์ของ Best Buy

การเปิดตัว"โครมบุ๊ก"ของกูเกิลถูกกล่าวขานว่าก้าวใหม่ในการแจ้งเกิด"คลาวด์คอมพิวเตอร์"สู่ตลาด เพราะระบบปฏิบัติการโครมโอเอส (Chrome operating system) เป็นระบบปฏิบัติการออนไลน์ (Web-based) ที่มีจุดเด่นคือการไม่กินทรัพยากรเครื่องมากเท่าระบบปฏิบัติการปกติ แถมยังลดเวลาในการเปิดเครื่องจากนาทีให้เหลือเป็นหลักวินาทีได้เพราะไม่ต้องใช้เวลาเปิดการทำงานไบออส โดยบนเวทีเปิดตัว กูเกิลได้สาธิตให้เห็นว่าโครมบุ๊กนั้นสามารถเปิดเครื่องและออนไลน์ได้ใน 8 วินาทีเท่านั้น

และแทนที่จะต้องเสียเงินซื้อลิขสิทธิ์โปรแกรมมาติดตั้งในเครื่อง ผู้ใช้โครมโอเอสยังสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันออนไลน์เช่น Gmail, Angry Birds หรือ Google Docs ซึ่งให้บริการบนเว็บไซต์มาใช้งานได้ในเวลาไม่กี่วินาทีผ่านหน้าเบราว์เซอร์ Chrome Browser

ข้อมูลจากงานนี้ระบุว่า Samsung Series 5 Chromebook จะประเดิมวางจำหน่ายที่สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อิตาลี และสเปน ประกอบด้วย 2 รุ่นคือรุ่นที่รองรับเครือข่ายข้อมูลไร้สาย WiFi อย่างเดียว จะวางจำหน่ายในราคา 429 เหรียญสหรัฐ (12,870 บาท) และรุ่นที่รองรับ 3G ด้วยในราคา 499 เหรียญ (ราว 14,970 บาท)

อย่างไรก็ตาม โครมบุ๊กจากเอเซอร์จะมีราคาต่ำกว่าโดยรุ่น WiFi จะมีราคาเริ่มต้นที่ 349 เหรียญ (ราว 10,470 บาท) มีกำหนดการวางแผงในตลาดเดียวกัน

ทั้งหมดนี้ Sundar Pichai รองประธานอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์โครมของกูเกิล ระบุว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของโครมโอเอสคือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพราะโน้ตบุ๊กคืออุปกรณ์ที่ถูกใช้เพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตมากที่สุดในขณะนี้

กำหนดการจำหน่ายโครมบุ๊ก 15 มิถุนายนถือว่าเป็นไปตามการประกาศที่ Pichai เคยประกาศไว้ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่ากูเกิลและพันธมิตรจะพร้อมจัดส่งโน้ตบุ๊กที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการโครมโอเอสได้ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2011 หลังจากที่กูเกิลจัดส่งโน้ตบุ๊กระบบปฏิบัติการโครมในชื่อ Cr-48 แก่ผู้ใช้จำนวนมากมาระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความหวั่นใจในโครมบุ๊กคือการไม่มีหน่วยความจำภายในเครื่อง เพราะโครมบุ๊กมีจุดยืนให้ผู้ใช้เข้าสู่ออนไลน์เพื่อใช้งานเว็บแอปพลิเคชันบนคลาวด์เซิร์ฟเวอร์โดยตรง แปลว่าโครมบุ๊กจะไม่สามารถทำงานได้หากเกิดกรณีฉุกเฉินที่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

ครั้งนี้ กูเกิลแสดงท่าทีชัดเจนในการรุกตลาดองค์กรด้วยการนำเสนอค่าบริการรายเดือนแก่ลูกค้าองค์กรธุรกิจ โดยจะให้บริการรักษาความปลอดภัย โปรแกรมกำหนดนโยบายการเข้าถึงว่าใครสามารถใช้แอปพลิเคชันใดได้บ้าง การรับประกันสินค้าเสียหายทั้งการเปลี่ยนเครื่องใหม่และการซ่อมบำรุง เบื้องต้นกูเกิลกำหนดค่าบริการไว้ที่ 28 เหรียญต่อเดือนต่อผู้ใช้ 1 คนสำหรับองค์กรธุรกิจ และ 20 เหรียญต่อเดือนต่อผู้ใช้ 1 คนในสถาบันการศึกษา กำหนดให้ต้องสมัครสมาชิกขั้นต่ำ 3 ปีขึ้นไป

นอกจากโครมบุ๊ก กูเกิลระบุว่าจะร่วมมือกับซัมซุงผลิต Chromebox เดสก์ท็อปบางเฉียบที่จะเปิดให้องค์กรสามารถสมัครใช้บริการในรูปแบบสมาชิกกับกูเกิลได้เช่นกัน คาดว่าจะได้รับความสนใจจากองค์กรจำนวนมากเพราะสามารถลดภาระการดูแลเครื่อง ตัวเครื่องบูตเร็ว สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา แบตเตอรี่อยู่ได้นาน ข้อมูลถูกเก็บบนกลุ่มเมฆไม่สูญหายและเรียกใช้ได้ยืดหยุ่น ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพื่ออัปเกรดเวอร์ชันของซอฟต์แวร์ และความปลอดภัยที่ดีกว่าพีซีทั่วไป

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 พฤษภาคม 2554 16:15 น.

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

พ่อแม่เฮรับซอฟต์แวร์ใหม่ ลูกไม่รู้ถูกแอบดู"เฟซบุ๊ก"

หลังจากเฟซบุ๊กจุดพลุลุยทดสอบบริการซื้อขายส่วนลดออนไลน์ใน 5 เมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ล่าสุดบริษัทรักษาความปลอดภัยอินเทอร์เน็ตนาม Check Point เปิดตัวซอฟต์แวร์ใหม่ที่เปิดช่องให้พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถดูแลบุตรหลานของตัวเองได้ว่ามีความเคลื่อนไหวอย่างไรบนเครือข่ายสังคมยอดฮิตอย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) จุดเด่นคือการไม่ต้อง"แอดเป็นเพื่อน"กับลูก ซึ่งจะทำให้ลูกไม่รู้ตัวเลยว่าถูกแอบดูเฟซบุ๊กอยู่

ซอฟต์แวร์ใหม่ล่าสุดนี้มีชื่อว่า ZoneAlarm SocialGuard ข้อมูลระบุว่าซอฟต์แวร์นี้จะแจ้งเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองถึงสัญญาณอันตรายที่ปรากฏในบัญชีเฟซบุ๊กของบุตรหลาน โดยผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องไล่ตรวจข้อความโพสต์ ความเห็น รูปภาพ วิดีโอ หรือดิจิตอลคอนเทนต์ซึ่งบุตรหลานส่งต่อแบ่งปันกับเพื่อนบนเฟซบุ๊กแบบที่เคยเป็นมาในอดีต เพราะซอฟต์แวร์นี้จะสามารถสแกนหาข้อความที่เข้าข่ายการข่มขู่ การรุกรานทางเพศ การพูดคุยเรื่องยาเสพติด ความรุนแรง และการฆ่าตัวตายได้แบบอัตโนมัติ

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า การสแกนในซอฟต์แวร์นี้จะทำบนอัลกอริธึมซึ่งถูกออกแบบโดยเฉพาะ โดยจะทำงานด้านหลัง (แบคกราวน์) ซึ่งไม่สามารถสังเกตเห็นได้ ซึ่งหากพบข้อความหรือมูลเหตุต้องสงสัย ก็จะส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ปกครอง

บาริ อับดุล (Bari Abdul) รองประธานฝ่ายขายของ Check Point ซึ่งมีสำนักงานในเมืองเรดวูดซิตี้ แคลิฟอร์เนีย ให้สัมภาษณ์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการป้องกันบุตรหลานจากภัยสังคมในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความเป็นส่วนตัวและคงรูปแบบการสื่อสารเสรีให้ลูกหลานไว้เช่นเดิม โดยอับดุลเชื่อว่าซอฟต์แวร์นี้คือหนทางแสนง่ายในการเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ SocialGuard ยังสามารถตรวจจับการถูกแฮกชื่อบัญชี ลิงก์โปรแกรมประสงค์ร้าย และการล่อลวงออนไลน์อื่นๆที่อาจแฝงมากับการปลอมตัวเป็นเพื่อนหรือ friend ของคนแปลกหน้าด้วย

ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กคือหนึ่งในช่องทางการสื่อสารเสรีที่พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นห่วงว่าบุตรหลานจะสื่อสารแลกเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ดีกับเพื่อนฝูงหรือคนแปลกหน้า สิ่งที่ผู้ปกครองพอทำได้คือการขอเป็นเพื่อนกับบุตรหลานเพื่อให้มีสิทธิ์เข้าไปอ่านข้อความเพื่อให้ทราบว่าบุตรหลานมีความคิดเห็นอย่างไรในขณะนั้น แต่การสำรวจพบว่าวัยรุ่นกว่า 38% ไม่ยอมรับพ่อแม่ผู้ปกครองของตัวเองเป็นเพื่อน ซึ่งทำให้ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบหรือระวังภัยใดๆได้

ซอฟต์แวร์ SocialGuard เปิดให้ดาวน์โหลดที่ zonealarm.com อัตราค่าบริการ 2 เหรียญสหรัฐต่อเดือน หรือ 20 เหรียญต่อปี

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากเฟซบุ๊กเปิดตัวทดสอบบริการ Deals on Facebook บริการโฆษณาส่วนลดจากร้านค้าในท้องถิ่นอย่างเป็นทางการใน 5 เมืองใหญ่ของสหรัฐฯ ได้แก่ แอตแลนตา ออสติน ดัลลัส ซานดิเอโก และซานฟรานซิสโก ถือเป็นขั้นต่อจากการให้บริการในยุโรปบางประเทศ โดยการบุกตลาดบ้านเกิดของเฟซบุ๊กในครั้งนี้ถูกวิจารณ์ว่ามีความน่าสนใจมาก คาดว่าจะทำให้ธุรกิจการค้าบนเครือข่ายสังคมหรือ social commerce ทวีความร้อนแรงยิ่ง เพราะบริการนี้จะทำให้เฟซบุ๊กเป็นคู่แข่งของเจ้าตลาดผู้ค้าส่วนลดอย่าง Groupon และ LivingSocial เต็มตัว

ข้อเสนอส่วนลดของร้านค้าต่างๆ จะถูกแสดงในส่วน newsfeed ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊กต้องอ่านเพื่อรับความเคลื่อนไหวล่าสุดจากกลุ่มเพื่อนผู้ติดต่อ โดยเฟซบุ๊กจะเลือกแสดงข้อเสนอที่เหมาะสมตามผู้ใช้แต่ละราย

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กยังเปิดตัวปุ่ม Send ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่สำหรับให้เว็บไซต์ทั่วไปนำไปติดบนเพจ เพื่อให้ผู้ใช้เฟซบุ๊กสามารถส่งต่อเพจที่ชื่นชอบแก่เพื่อนได้อย่างสะดวก ข้อแตกต่างของปุ่ม Send และปุ่ม Like ซึ่งเฟซบุ๊กเปิดใช้งานแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ คือ Send เป็นการแชร์ข้อมูลให้เฉพาะบุคคลที่ต้องการเท่านั้น โดยต้องมีการพิมพ์ชื่อเพื่อน กลุ่ม หรืออีเมล เพื่อให้ลิงก์ถูกส่งไปยังกล่องข้อความ Facebook Message หรืออีเมลที่ถูกพิมพ์ไป แต่ปุ่ม Like จะเป็นการแสดงลิงก์ให้ทุกคนที่ปรากฏในรายชื่อเพื่อน

รายงานเบื้องต้นพบว่า ขณะนี้มีการใช้งานปุ่ม Send แล้วในมากกว่า 50 เว็บไซต์ คาดว่าจะเพิ่มจำนวนต่อเนื่องในอนาคต

Company Related Link :
Facebook

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 เมษายน 2554 05:32 น.

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

"แอปเปิล"ขึ้นแท่น แชมป์ทำโลกร้อน

ยักษ์ใหญ่โลกไอทีอย่างแอปเปิล (Apple) กลายเป็นที่โหล่ในตาราง"บริษัทที่ใช้พลังงานสะอาดในศูนย์ข้อมูล" โดยกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับโลกอย่างกรีนพีช (Greenpeace) พบว่าแอปเปิลยังคงใช้พลังงานที่ก่อมลพิษให้โลกอย่างถ่านหินในศูนย์ข้อมูลของบริษัทสูงที่สุด ท่ามกลางคู่แข่งหลายรายที่ใส่ใจโลกด้วยการปรับระบบไปใช้พลังงานจากแหล่งทางเลือกซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังแล้ว

กรีนพีชเปิดเผยผลการศึกษาศูนย์ข้อมูลของนานาบริษัทไอทีในสหรัฐฯเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อรายงานว่า How Dirty is Your Data? ซึ่งสะท้อนภาพการลงทุนด้านพลังงานสีเขียวที่หล่อเลี้ยงกองทัพคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ในศูนย์ของยักษ์ใหญ่ไอทีในสหรัฐฯ ปรากฏว่ากรีนพีชพบการใช้พลังงานไฟฟ้าจากถ่านหินและนิวเคลียร์จำนวนมหาศาลในโรงงานซึ่งแอปเปิลลงทุนสร้างขึ้นใหม่ในนอร์ทคาโรไลนา สหรัฐอเมริกา

กรีนพีชพบว่า ศูนย์ข้อมูลใหม่ของแอปเปิลจะทำให้ปริมาณการใช้พลังงานไฟฟ้าของแอปเปิลเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัว เทียบสัดส่วนแล้วเทียบเท่ากับปริมาณพลังงานที่ใช้ในครัวเรือนโดยเฉลี่ยถึง 80,000 ครัวเรือน โดยโรงไฟฟ้าที่จะป้องกระแสไฟฟ้าให้ศูนย์ข้อมูลของแอปเปิลคือ Duke Energy ซึ่งผลิตไฟฟ้าจาก 2 แหล่งคือ 62% จากถ่านหินและ 32% จากนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม มีการวิเคราะห์ว่าข้อมูลของกรีนพีชยังมีความไม่แน่นอน เนื่องจากกฏหมายสหรัฐฯไม่มีการกำหนดให้บริษัทเปิดเผยการใช้พลังงานหรือการเผาผลาญคาร์บอนประจำปี ทำให้กรีนพีชได้แต่นำข้อมูลสาธารณะมาประเมินเพื่อหาตัวเลขการใช้พลังงานสูงสุดที่ศูนย์ข้อมูลหรือสำนักงานของแอปเปิลต้องการ ก่อนจะนำข้อมูลประเมินเหล่านั้นมาเชื่อมกับข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณูปโภคภาครัฐ

นอกจากแอปเปิลที่กรีนพีชประเมินว่าใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงาน 54.5% รองลงมาคือเฟซบุ๊ก (Facebook) ยักษ์ใหญ่เครือข่ายถูกประเมินว่าใช้พลังงานจากถ่านหิน 53.2% ตามมาด้วยไอบีเอ็ม (IBM) ใช้พลังงานจากถ่านหิน 51.6%, เอชพี (HP) 49.4% และทวิตเตอร์ (Twitter) 42.5%

ทั้งหมดนี้ แกร์รี่ คุ้ก นักวิเคราะห์นโยบายไอทีของกรีนพีชซึ่งเป็นผู้นำทีมคณะทำงานในการจัดทำรายงานกล่าวว่า รายงานชิ้นนี้จะทำให้ผู้บริโภคได้รู้ว่าการดาวน์โหลดเกม อัปโหลดวิดีโอ หรือการเปลี่ยนสถานะในเฟสบุ๊กนั้นมีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนหรือมลภาวะอื่นๆในอนาคตหรือไม่ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กนั้น กรีนพีชระบุว่าอยู่ระหว่างการผลักดันให้เจ้าพ่อเครือข่ายสังคมเห็นด้วยกับการใช้พลังงานสะอาดในกองทัพเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง

กรีนพีชยกตำแหน่งบริษัทที่ใช้พลังงานสะอาดยอดเยี่ยมให้กับยาฮู (Yahoo) ตามด้วยกูเกิล (Google) และอเมซอน (Amazon)

อีกจุดที่กรีนพีชเรียกร้องให้บริษัทไอทีให้ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของการร่วมรณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม คือการเปิดเผยปริมาณการใช้พลังงานของบริษัทอย่างโปร่งใส โดยที่ผ่านมา บริษัทไอทียังพยายามปิดบังและบิดเบือนปริมาณการใช้พลังงานเพื่อไม่ให้คู่แข่งทราบ ซึ่งมีผลต่อการตระหนักรู้ในสังคมและการรณรงค์ที่ไม่เกิดผลเท่าที่ควร

"กรีนพีชกำลังเรียกร้องความโปร่งใสจากบริษัทซึ่งใช้พลังงานมหาศาลในศูนย์ข้อมูล เพราะนี่จะเป็นการสะท้อนถึงความจำเป็นในการลงทุนและการควบคุมจากรัฐบาลในการกำหนดนโยบายให้บริษัทเหล่านี้ใช้พลังงานทางเลือกที่สะอาดกว่า ทำให้การทวีตของผู้บริโภคมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น"

ศูนย์ข้อมูลนั้นเป็นหัวใจหลักในการให้บริการของบริษัทไอทีส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริษัทที่ให้บริการคลาวด์คอมพิวติงผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะต้องเปิดให้ผู้บริโภคใช้งานได้จากทั่วมุมโลกในตลอดเวลา การสำรวจพบว่าศูนย์ข้อมูลบริษัทไอทีเหล่านี้มีความต้องการใช้พลังงานคิดเป็นสัดส่วน 1.5-2% เมื่อเทียบกับปริมาณการใช้พลังงานทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นในระดับเกิน 20% ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม บริษัทไอทีเหล่านี้ก็มีส่วนช่วยเหลือวิกฤติโลกร้อน เพราะการสำรวจพบว่าการดาวน์โหลดเพลงดิจิตอลแทนการซื้อแผ่นซีดีนั้นช่วยลดปริมาณมลภาวะให้โลกถึง 40-80% ซึ่งคาดว่าตัวเลขเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพราะทุกสิ่งกลายเป็นไฟล์ดิจิตอลมากขึ้นอีก

แอปเปิลไม่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดอันดับของกรีนพีชในครั้งนี้ โดยในงานประชุมผู้ถือหุ้นแอปเปิลครั้งล่าสุด ประธานฝ่ายการเงินของแอปเปิล Peter Oppenheimer ระบุว่าบริษัทจะแถลงรายละเอียดเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในนอร์ทคาโลไรนาในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

Company Related Link :
Apple

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 25 เมษายน 2554 11:24 น.