วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

"กูเกิ้ล"เดินเครื่องบรอดแบนด์ 1 กิกะไบต์ต่อวินาที พลิกโฉมอนาคตโลกไซเบอร์

โลกไซเบอร์กำลังจะพลิกโฉมหน้า เมื่อกูเกิ้ล เริ่มเดินเครื่องทดสอบบริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่สุดในโลก 1 กิกะไบต์ต่อวินาที กลุ่มผู้โชคดีที่ได้ลิ้มรสชาติความรวดเร็วทันใจในการดาวน์โหลดข้อมูลก่อนใครเพื่อนคือประชากรในย่านซิลิกอน แวลเลย์ ถิ่นอุตสาหกรรมไอทีของโลก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และย่านมหา วิทยาลัยสแตนฟอร์ด สถาบันที่ผู้ก่อตั้งกูเกิ้ลเป็นศิษย์เก่า

ปกติอัตราความเร็วบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในต่างประเทศจะอยู่ที่ 300 Mbps หรือเมกะไบต์ต่อวินาที ส่วนการอัพโหลดข้อมูลขึ้นไปจะใช้ความเร็ว 150 Mbps ขณะที่การดาวน์โหลดผ่านสายเคเบิล ความเร็วอยู่ที่ 13 Mbps เท่านั้น แต่จากความเร็วใหม่ล่าสุดของกูเกิ้ล การดาวน์โหลดตัวอย่างภาพยนตร์ความละเอียดสูงขนาด 95 เมกะไบต์ จะใช้เวลาเพียง 9 วินาที

บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่เป็นก้าวย่างสำคัญที่การใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามบ้านเรือนจะเปลี่ยนจากเส้นลวดทองแดงและสายโทรศัพท์มาสู่เคเบิล ใยแก้วนำแสง เกิดขึ้นกับอาคารของมหาวิทยาลัยจำนวน 850 หลังและจะไม่คิดค่าบริการในปีแรก

มาร์ติน คาร์โนอี้ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ของสแตนฟอร์ดซึ่งปกติมักจะต้องส่งและรับไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ 20 MB หรือใหญ่กว่านั้นจากคอมพิวเตอร์ที่บ้าน กล่าวว่า "ที่ผ่านมาผมต้องคอยนานหลายนาทีในการส่งหรือรับไฟล์ผ่านเอทีแอนด์ที บรอดแบนด์ที่ใช้อยู่ แต่เดี๋ยวนี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ไม่ต้องคอยอีกแล้ว"

ด้านอีริก ชมิดต์ ผู้บริหารของกูเกิ้ล กล่าวว่า สหรัฐจะต้องมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช้อย่างทั่วถึง เพราะบรอดแบนด์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการจ้างงานใหม่และธุรกิจ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการสื่อสารว่าด้วยแผนการวางโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติมีเป้าหมายจะขยายการใช้งานอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ไปยังบ้านทุกหลังในสหรัฐ ให้บริการประชากร 100 ล้านคน ด้วยความเร็ว 100 Mbps ภายในปี 2563

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แจ้งเกิดแอปฯ ดูหนังบนเฟซบุ๊ก 'ใหญ่ที่สุด'

เฟซบุ๊ก (Facebook) บริการเครือข่ายสังคมประกาศร่วมมือกับสตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์มิราแม็กซ์ (Miramax) เปิดตัวแอปพลิเคชันเช่าภาพยนตร์บนเฟซบุ๊กแบบจริงจัง พิเศษกว่าด้วยการเพิ่มจำนวนภาพยนตร์และอุปกรณ์ที่รองรับชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์เช่าหนังบนเฟซบุ๊ก ประเดิมตลาดลุงแซม อังกฤษ และตุรกีบนราคาเรื่องละ 30 เฟซบุ๊กเครดิตหรือเทียบเท่าเงิน 90 บาท ก่อนจะขยายไปยังฝรั่งเศสและเยอรมนีในอนาคตอันใกล้

แอปพลิเคชันเช่าภาพยนตร์บนเฟซบุ๊กมีชื่อว่า มิราแม็กซ์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Miramax eXperience) ได้รับการการันตีว่าเป็นบริการเช่าภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดบนเฟซบุ๊กในขณะนี้ เพราะการเปิดให้บริการภาพยนตร์จำนวน 20 เรื่องแก่ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ขณะที่ในอังกฤษและตุรกีเปิดให้เช่า 10 เรื่อง ถือเป็นสถิติจำนวนภาพยนตร์สูงที่สุด แถมมิราแม็กซ์ยังเพิ่มให้สาวกเฟซบุ๊กสามารถเพลิดเพลินกับหนังเรื่องโปรดได้บนไอแพด (iPad) และชุดอุปกรณ์กูเกิลทีวี (Google TV) ด้วย จากเดิมที่มักรองรับเฉพาะสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในบริการเป็นภาพยนตร์อมตะอย่าง Pulp Fiction, Good Will Hunting, Chicago และ Kill Bill เป็นต้น ผู้สนใจจะต้องเช่าภาพยนตร์ด้วยหน่วยเงินบนเฟซบุ๊กราคา 30 เฟซบุ๊กเครดิต (Facebook credit) ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่า 3 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อสตรีมมิงภาพยนตร์มาชมในช่วงเวลา 48 ชั่วโมงหรือ 2 วัน

การร่วมมือเปิดเช่าภาพยนตร์บนเครือข่ายสังคมที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกของทั้งคู่ เพราะเฟซบุ๊กนั้นเคยเปิดให้บริการเช่าภาพยนตร์โดยร่วมมือกับสตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์รายอื่นมาก่อน ทั้ง Warner Bros. ที่เปิดให้ชาวเฟซบุ๊กเช่าภาพยนตร์มนุษย์ค้างคาว The Dark Knight ก่อนที่ Paramount และ Universal จะเปิดให้บริการเรื่อง The Big Lebowski ตามมา แต่มิราแม็กซ์ถือเป็นพันธมิตรที่เปิดให้บริการเช่าภาพยนตร์บนเฟซบุ๊กรายใหญ่ที่สุดในขณะนี้

ขณะที่แม้มิราแม็กซ์จะเคยเปิดให้บริการเช่าภาพยนตร์แบบสมัครสมาชิกกับ Amazon, Netflix, Hulu และ Apple มาก่อน แต่การร่วมมือกับเฟซบุ๊กในครั้งนี้ก็ถูกจับตามองอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากเฟซบุ๊กนั้นมีอัตราการใช้งานสูงมากในยุโรป สถิติล่าสุดคือผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคิดเป็นสัดส่วน 65% ของประชากรยุโรปรวม สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์เชื่อว่า เครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊กจะเป็นตลาดที่สำคัญของธุรกิจภาพยนตร์ดิจิตอลในอนาคต

ที่ต้องย้ำว่าในอนาคต เพราะปัจจุบันเฟซบุ๊กยังไม่สามารถติดอันดับ 1 ใน 5 ผู้ให้บริการภาพยนตร์ออนไลน์รายใหญ่ของโลกในขณะนี้ โดยช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทวิจัย IHS ระบุว่าร้านไอจูนส์ (iTunes) ร้านจำหน่ายคอนเทนต์ออนไลน์ของแอปเปิลนั้นเป็นแชมป์ที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในวงการเช่าภาพยนตร์ดิจิตอลของสหรัฐฯ ที่ 65.8% เพิ่มจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 64.9%

รองลงมาคือ ร้าน Playstation ของ Sony ซึ่งมีส่วนแบ่งลดลงเหลือ 16.2% จากที่มีอยู่ 18.5% ตามด้วย Vudu ในเครือวอล-มาร์ทซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 1% เป็น 5% ขณะที่บริการ Zune จากไมโครซอฟท์ซึ่งคอหนังสามารถดาวน์โหลดมาชมบนคอมพิวเตอร์และเครื่องเกม Xbox 360 นั้นมีส่วนแบ่ง 4.4% ลดลงจาก 8.2% อันดับ 5 คือ Amazon.com ที่ครองส่วนแบ่งได้ 4%

นักวิเคราะห์เชื่อว่า เฟซบุ๊กจะสามารถแทรกตัวเป็น 1 ใน 5 ผู้ให้บริการภาพยนตร์ดิจิตอลได้ในเวลาไม่นานนับจากนี้ เพราะเฟซบุ๊กนั้นมีดีกรีเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก สถิติเดือนกรกฎาคม 54 จากบริษัทวิจัย Comscore ระบุว่าชาวสหรัฐฯ เข้าใช้งานเฟซบุ๊กมากกว่า 162 ล้านคนต่อเดือน นำหน้าบริการในธุรกิจเดียวกันอย่างทวิตเตอร์ที่มีผู้ใช้ 32.8 ล้านคน หรือบริการเครือข่ายสังคมสำหรับคนทำงานอย่าง LinkedIn ซึ่งมีผู้ใช้งาน 32.5 ล้านคน

Company Related Link:
Facebook

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 สิงหาคม 2554 10:23 น.

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กูเกิลฮุบโมโตโรลา 1.25 หมื่นล.ดอลล์

กูเกิล (Google) ประกาศแผนฮุบกิจการผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์มือถือของโมโตโรลา (Motorola Mobility Holdings Inc) พร้อมเทเงินมูลค่า 1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.75 แสนล้านบาท) บนความหวังว่าจะสามารถเสริมเขี้ยวเล็บให้กับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้แบรนด์แอนดรอยด์ (Android) ของกูเกิลได้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเงินมหาศาลที่ถูกเตรียมไว้สำหรับการซื้อโมโตโรลานั้นทำให้ดีลที่เกิดขึ้นเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์กูเกิล กูเกิลระบุว่าจะซื้อหุ้นโมโตโรลาในราคา 40 เหรียญต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าตลาดโมโตโรลาถึง 63% จากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้น New York Stock Exchange

ธุรกิจสมาร์ทโฟนของโมโตโรลาในชื่อบริษัท Motorola Mobility นั้นเน้นทำตลาดสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์หรือ T.V. set-top box เป็นหลัก การเข้าซื้อโมโตโรลาจะทำให้กูเกิลสามารถควบคุมการผลิตได้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อุปกรณ์มือถือ ไม่ต่างจากแอปเปิล (Apple) ซึ่งสามารถสร้างสรรค์อุปกรณ์ทั้ง 2 ด้านจนสามารถครองตลาดสมาร์ทโฟนได้แล้วในขณะนี้

นอกจากนี้ อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่ทำให้กูเกิลต้องการซื้อโมโตโรลา คือการที่กูเกิลเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือมาตรฐานเปิดอย่างแอนดรอยด์ (Android) แต่ไม่สามารถครองสิทธิบัตรเทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่ จนทำให้บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์มีความเสี่ยงถูกฟ้องจากผู้ผลิตรายอื่นซึ่งสามารถรวมตัวกันซื้อสิทธิบัตรเทคโนโลยีมากมายจากบริษัทนอร์เทล (Nortel) ได้เมื่อเดือนที่ผ่านมา

อีกจุดที่น่าสนใจคือ การฮุบโมโตโรลาของกูเกิลครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นชัยชนะของคาร์ล ไอคาห์น (Carl Icahn) นักลงทุนชื่อก้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดของโมโตโรลา (ราว 11.36%) ด้วย

กูเกิลวางกรอบเวลาไว้ให้กระบวนการซื้อโมโตโรลาครั้งนี้แล้วเสร็จภายในปี 2011 หรือต้นปี 2012 โดยกูเกิลจะวางจุดยืนให้ Motorola Mobility เป็นธุรกิจที่แยกต่างหากจากกูเกิล

Company Related Link :
Google
Motorola Mobility

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 สิงหาคม 2554 20:36 น.

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลุ่ม Anonymous เตรียมถล่ม Facebook 5 พ.ย. นี้

กลายเป็นเรื่องฮือฮาเมื่อมีวิดีโอนิรนามปรากฎบนเว็บไซต์ยูทูบ ระบุว่ากลุ่มแฮกเกอร์ Anonymous มีแผนทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของเครือข่ายสังคมยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊กในวันที่ 5 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยนอกจากยูทูบ แผนถล่มเฟซบุ๊กยังถูกประกาศไว้บนทวิตเตอร์ซึ่งระบุว่าแผนการโจมตีครั้งนี้มีชื่อเรียกว่าปฏิบัติการเฟซบุ๊กหรือ "Operation Facebook"

แน่นอนว่าวิดีโอดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งเรื่องจริงและเรื่องลวง ซึ่งไม่มีข้อมูลใดๆยืนยันว่าทั้งหมดเป็นเจตนารมณ์แท้จริงของกลุ่มนักแฮก Anonymous

หากปฏิบัติการ Operation Facebook เป็นเรื่องจริง โลกจะต้องบันทึกว่ากลุ่ม Anonymous นั้นกำลังเพิ่มบทบาทของตัวเองไปอีกขั้นหลังจากร่วมมือกับกลุ่มนักแฮก LulzSec ในการถล่มระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานกฎหมายระดับประเทศภายใต้ชื่อโครงการ Antisec เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ล่าสุด ปฏิบัติการ Operation Facebook ถูกระบุว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับโครงการ Antisec เนื่องจากเป็นคนละสาเหตุกัน

เนื้อความในวิดีโอปริศนาระบุว่า เหตุที่ทำให้กลุ่ม Anonymous พุ่งเป้าโจมตีที่ Facebook เป็นเพราะกลุ่มพบว่าเฟซบุ๊กนั้นขายความลับของผู้ใช้ให้กับสำนักงานรัฐบาล พร้อมกับเปิดทางให้สำนักงานเหล่านี้สอดแนมผู้ใช้ได้ทุกคนทั่วโลก เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊กทุกคน กลุ่มจึงต้องการกำจัดเฟซบุ๊กทิ้งไปแทนที่จะปล่อยให้ชาวออนไลน์ต้องเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

เนื้อความระบุว่า เฟซบุ๊กเป็นระบบเครือข่ายสังคมที่รู้เรื่องราวส่วนตัวของผู้ใช้มากกว่าที่คนในครอบครัวรู้ โดยในจดหมายแถลงการณ์ปริศนานั้นมีการแสดงลิงก์ของสำนักงาน ACLU ที่ประเมินว่าเฟซบุ๊กนั้นไม่มีการรักษาความเป็นส่วนตัวที่เพียงพอ รวมถึงนานาเสียงวิจารณ์ต่อกรณีที่เฟซบุ๊กดักจับข้อมูลในสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำหรับวันที่ 5 พฤศจิกายนนั้นถือเป็นวัน Guy Fawkes Day วันที่ชาวอังกฤษจะเฉลิมฉลองให้กับความล้มเหลวที่ Guy Fawkes พยายามจะเผารัฐสภาแดนผู้ดีเมื่อปี 1650 ซึ่งกลายเป็นพล็อตเรื่องนิยายกราฟฟิคของ Alan Moore อย่าง V for Vendetta ที่อุดมด้วยเรื่องราวเน้นสาระการเมืองและความแค้นที่ฝังลึกมานาน ตัวเอกของเรื่องหวังต่อต้านอำนาจรัฐ และโค่นล้มรัฐบาลฉ้อฉลเผด็จการเพื่อปลดปล่อยประเทศอังกฤษให้เป็นอิสระ

ที่ผ่านมา หน้ากาก Guy Fawkes ที่ตัวเอกของเรื่อง V for Vendetta ใส่เวลาปฏิบัติภารกิจนั้นถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม Anonymous มาตลอด ซึ่งแม้จะมีความเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่มีใครฟันธงว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงตามเนื้อหาในวิดีโอ โดยวิดีโอดังกล่าวถูกโพสต์ไว้บนยูทูบตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา

****

ข้อความต้นฉบับจากวิดีโอข่มขู่เฟซบุ๊ก ขอบคุณข้อมูลจาก pcmag.com :


Attention citizens of the world,

We wish to get your attention, hoping you heed the warnings as follows:

Your medium of communication you all so dearly adore will be destroyed. If you are a willing hacktivist or a guy who just wants to protect the freedom of information then join the cause and kill facebook for the sake of your own privacy.

Facebook has been selling information to government agencies and giving clandestine access to information security firms so that they can spy on people from all around the world. Some of these so-called whitehat infosec firms are working for authoritarian governments, such as those of Egypt and Syria.

Everything you do on Facebook stays on Facebook regardless of your "privacy" settings, and deleting your account is impossible, even if you "delete" your account, all your personal info stays on Facebook and can be recovered at any time. Changing the privacy settings to make your Facebook account more "private" is also a delusion. Facebook knows more about you than your family.

http://www.physorg.com/news170614271.html

http://itgrunts.com/2010/10/07/facebook-steals-numbers-and-data-from-your-iphone/

You cannot hide from the reality in which you, the people of the internet, live in. Facebook is the opposite of the Antisec cause. You are not safe from them nor from any government. One day you will look back on this and realise what we have done here is right, you will thank the rulers of the internet, we are not harming you but saving you.

The riots are underway. It is not a battle over the future of privacy and publicity. It is a battle for choice and informed consent. It's unfolding because people are being raped, tickled, molested, and confused into doing things where they don't understand the consequences. Facebook keeps saying that it gives users choices, but that is completely false. It gives users the illusion of and hides the details away from them "for their own good" while they then make millions off of you. When a service is "free," it really means they're making money off of you and your information.

Think for a while and prepare for a day that will go down in history. November 5 2011, #opfacebook . Engaged.

This is our world now. We exist without nationality, without religious bias. We have the right to not be surveilled, not be stalked, and not be used for profit. We have the right to not live as slaves.

We are anonymous

We are legion

We do not forgive

We do not forget

Expect us

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โอละพ่อ ผลทดสอบ "ผู้ใช้ IE ไอคิวต่ำ" โกหกทั้งเพ

กลายเป็นเรื่องกุขึ้นเองสำหรับผลการศึกษาที่พบว่า ผู้ใช้เบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ตเอ็กซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer : IE) มีระดับสติปัญญาหรือ IQ ที่ต่ำกว่าผู้ใช้เบราว์เซอร์ยี่ห้ออื่น โดยผู้ปล่อยข่าวลวงโลกรับสารภาพว่าไม่มีการสำรวจใดๆและบริษัทวิจัย Aptiquant ก็ไม่มีตัวตนจริง ระบุไม่ตั้งใจดูถูกหรือทำร้ายใคร แต่ต้องการสร้างความตื่นตัวเรื่องความเข้ากันไม่ได้ของเบราว์เซอร์ IE6 เท่านั้น

ในเว็บไซต์ Aptiquant.com บริษัทปลอมซึ่งถูกอุปโลกน์ชื่อว่าเป็นผู้สำรวจระดับ IQ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตามเบราว์เซอร์ มีการโพสต์ข้อความสารภาพว่าได้เพิ่งเริ่มสร้างเว็บไซต์ขึ้นเมื่อกรกฎาคมปี 2011 ส่วนบริษัท AptiQuant นั้นไม่มีตัวตนจริง การสำรวจที่บริษัทอ้างมานั้นไม่เคยเกิดขึ้น และทั้งหมดถูกสร้างเพื่อให้เป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้น

การสารภาพบนบล็อกของ Aptiquant นั้นมีการระบุว่าถูกสร้างโดยเว็บไซต์ AtCheap.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาสินค้าที่มีชื่อ Tarandeep Gill ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อของเว็บไซต์แห่งนี้ โดย Gill ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปล่อยข่าวลวงโลก ตามที่สำนักข่าว BBC พบความไม่ชอบมาพากลของบริษัทชื่อแปลกแห่งนี้

สำนักข่าวบีบีซี รายงานเมื่อวันพุธที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ภาพพนักงานของเว็บไซต์แห่งนี้เป็นภาพที่ก็อปปี้มาจากเว็บไซต์อื่น โดยภาพต้นฉบับนั้นปรากฎในเว็บไซต์บริษัทวิจัยสัญชาติฝรั่งเศสนาม Central Test แต่มีการเปลี่ยนชื่อไป ซึ่ง Patrick Leguide ผู้ก่อตั้งบริษัท Central Test ระบุว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อนจนกระทั่งได้รับคำถามจากผู้สื่อข่าว โดยใน aptiquant.com ระบุชัดจนว่าบริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับ Central Test

ก่อนหน้านี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า โดเมนเนมของบริษัท AptiQuant นั้นเพิ่งถูกจดช่วงเดือน ก.ค. 2011 ถือว่าเร็วเกินไปหากบริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการสำรวจ ซึ่งทั้งหมดบีบให้ Gill ออกมายอมรับว่าทั้งหมดเป็นเรื่องลวงที่หวังให้เป็นเรื่องตลกเท่านั้น

Gill ยังระบุด้วยว่า การใช้คำประเภท IQ ต่ำกว่า/ฉลาดน้อยกว่า นั้นไม่ได้มาจากเจตนาเพื่อจะดูถูกใคร แต่คำลักษณะนี้สามารถสร้างความสนใจกับสื่อมวลชนได้ดีกว่า โดยเหตุผลที่ทำให้เขาจงใจสร้างข่าวนี้คือความเข้ากันไม่ได้ของ IE6 นั้นเป็นสิ่งที่ขัดขวางนวัตกรรมใหม่บนโลกเว็บไซต์ ซึ่งทำให้ข่าวนี้เน้นโจมตี IE มากเหลือเกิน

Company Related Link :
Aptiquant

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2554 12:47 น.

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฟีเจอร์ใหม่กูเกิล เตือนผู้ใช้ที่ติดไวรัส

กูเกิลเปิดมิติฟีเจอร์ใหม่แสนมีประโยชน์ โดยจะขึ้นข้อความเตือนว่าผู้ใช้มีโปรแกรมร้ายหรือมัลแวร์แฝงไวรัสอยู่ในเครื่อง ถือเป็นครั้งแรกที่กูเกิลตั้งใจใช้เสิร์ชเอนจิ้นของตัวเองในฐานะระบบเตือนภัยให้ผู้ใช้ หลังจากที่กูเกิลเคยออกมาประกาศเตือนภัยมัลแวร์แก่ผู้ใช้ในช่วงปี 2009

Damian Menscher วิศวกรด้านความปลอดภัยของกูเกิลอธิบายไว้ในเว็บล็กบริษัทว่า กูเกิลมักจะพบกับรูปแบบทราฟิกการค้นหาข้อมูลที่ผิดปกติซึ่งวิ่งมาที่เซิร์ฟเวอร์บริษัท ซึ่งเมื่อประสานกับวิศวกรด้านการรักษาความปลอดภัยของหลายบริษัทก็จะพบว่ามีมัลแวร์ร้ายแฝงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ กูเกิลจึงตัดสินใจประกาศข้อมูลเหล่านี้เพื่อเตือนผู้ใช้กูเกิล ที่มักไม่รู้ตัวว่าได้ติดไวรัสหรือมีมัลแวร์แฝงในเครื่อง เนื่องจากมัลแวร์ดังกล่าวไม่มีผลรบกวนการทำงานของเครื่อง แต่จะตรงไปรบกวนการทำงานของเว็บไซต์ต่างๆ แทน

การแจ้งเตือนของกูเกิลจะปรากฏเป็นข้อความอยู่ด้านบนของหน้าค้นหาข้อมูล Google.com ซึ่งหากผู้ใช้รายได้ได้เห็นข้อความดังกล่าว ก็ขอให้รู้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่นั้นมีปัญหา และควรสแกนหาไวรัสในเครื่องเพื่อกำจัดทิ้งไป ซึ่งผู้ใช้ควรอัปเดทซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสให้ใหม่อยู่เสมอ

ความคืบหน้าล่าสุดของกูเกิลคือการออกแอปพลิเคชัน Google+ for iPhone โปรแกรมเครือข่ายสังคม Google+ บน iPhone โดยแอปพลิเคชัน Google+ for iPhone ปรากฏให้ชาวไอโฟนในสหรัฐฯ สามารถดาวน์โหลดบนแอปสโตร์ (App Store) ได้แล้ว รายงานระบุว่ารูปแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ของ Google+ for iPhone มีลักษณะเดียวกับแอปพลิเคชันสำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความแชตหรือ Huddle หากันได้

รายงานระบุว่า Google+ for iPhone มีข้อจำกัดที่การไม่สามารถรองรับหน้าจอใหญ่ของแท็บเล็ตได้ เท่ากับผู้ใช้ iPad จะยังต้องรอต่อไป

Company Related Link :
Google

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 กรกฎาคม 2554 20:27 น.

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิจัยพบ"กูเกิล"เปลี่ยนวิถีการจำของสมอง

นักวิจัยอเมริกันพบ เครื่องมือค้นหาข้อมูลออนไลน์หรือเสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิลและค่ายอื่นๆ มีผลทำให้กระบวนการจำข้อมูลของสมองมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่ามนุษย์จำข้อมูลน้อยลงแต่จะจำแหล่งที่สามารถค้นหาได้แทน เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากูเกิลทำให้มนุษย์"ปัญญาทึบ"ลงหรือไม่ เนื่องจากมนุษย์ยังสามารถจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างสมบูรณ์

ล่าสุด กูเกิลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น 36% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนอยู่ที่ 6,920 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่า 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี

***ไม่ได้แปลว่าสมองว่าง

การสำรวจผลกระทบของการใช้เสิร์ชเอนจิ้นต่อมนุษย์นี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Science บนหัวข้อ The Google Effect โดย Betsy Sparrow นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ย้ำว่าผลกระทบจากการใช้เสิร์ชเอนจิ้นตลอดเวลาของชาวออนไลน์นั้นไม่ได้ทำให้มนุษย์กลายเป็นคนสมองว่างเปล่าที่ไม่จดจำข้อมูลใดๆ แต่มนุษย์กำลังปรับตัวเพื่อจำแหล่งที่จะเข้าไปหาข้อมูลได้แม่นยำขึ้น ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง โดยการศึกษาพบด้วยว่ารูปแบบการจำของมนุษย์ถูกปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่

การทดลองของ Sparrow พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งเลือกไม่จำข้อมูลหากรู้ว่าสามารถจะใช้เสิร์ชเอนจิ้นค้นหาข้อมูลได้อีกครั้งในอนาคต และเมื่อสุ่มถามกลุ่มตัวอย่างถึงสีธงชาติ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะหาวิธีเสิร์ชแทบจะในทันที แทนที่จะนึกจากความจำจากสิ่งที่ได้อ่านมา ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างสามารถจำชื่อโฟลเดอร์หรือกล่องเก็บไฟล์ได้ดีอย่างน่าแปลกใจ เป็นที่มาของข้อสรุปว่า สมองมนุษย์ในยุคดิจิตอลนั้นจดจำแหล่งที่เก็บข้อมูลได้ดีขึ้น

นักจิตวิทยาอเมริกันรายนี้เชื่อว่าการศึกษาเรื่องความจำของมนุษย์ในยุคดิจิตอลยังต้องดำเนินไปอีกหลายปี เนื่องจากเชื่อว่า ความจำของมนุษย์นั้นจะเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีการสื่อสารตลอดเวลา

***กูเกิลกำไรพุ่ง

ยังไม่มีรายงานความเห็นจากกูเกิลต่อผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยล่าสุด กูเกิลได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมาว่ามีกำไรสุทธิมูลค่า 2,510 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นมาจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนที่ทำได้ 1,840 ล้านเหรียญ ถือเป็นการยอกย้ำวัฒนธรรมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นแบบไม่มีหยุด

แม้กำไรและรายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายของกูเกิลในไตรมาสที่ผ่านมานั้นมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มจำนวนพนักงานอีก 2,452 คน ซึ่งขยายตัวตามธุรกิจของกูเกิลที่ครอบคลุมตลาดอื่นนอกเหนือจากการเสิร์ช

ปัจจุบัน รายได้ในธุรกิจค้นหาข้อมูลและโฆษณาคิดเป็นสัดส่วน 66% ของรายได้รวมทั้งหมดของกูเกิล โดยคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนหน้านี้ สำหรับบริการอื่นๆ กูเกิลระบุว่าบริการเครือข่ายสังคม Google+ มีผู้ใช้งานเกิน 10 ล้านบัญชี เว็บเบราว์เซอร์ Chrome มีผู้ใช้งานมากกว่า 160 ล้านคน ระบบปฏิบัติการ Android ในอุปกรณ์พกพาถูกเปิดใช้งานเพิ่มขึ้น 550,000 ครั้งต่อวัน ทำให้ขณะนี้มีอุปกรณ์ Android ที่เปิดใช้งานแล้วกว่า 135 ล้านเครื่อง ซึ่งล้วนส่งเสริมให้การค้นหาข้อมูลออนไลน์ทำได้บ่อยและง่ายขึ้นขณะเดินทาง

Company Related Link :
Google

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2554 12:18 น.

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

RIM แจกซีเคียวริตี้ BB ขั้นเทพฟรี

ริม เดินสายโปรโมทแอปฯรักษาความปลอดภัยขั้นเทพบน BB คุยเป็นครั้งแรกที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถสั่งตามหา ล็อกเครื่อง รวมถึงลบข้อมูลได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์

นายมาร์คุส คลิชช์ ที่ปรึกษาด้านการรักษาความปลอดภัยแบล็กเบอรี่ บริษัท รีเสิร์ช อินโมชัน (RIM) กล่าวว่า ความปลอดภัยข้อมูลบนสมาร์ทโฟนอย่างแบล็กเบอรี่นับวันจะทวีความสำคัญมากขึ้น ปัจจุบันผู้บริโภคมีการใช้สมาร์ทโฟนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบนสังคมออนไลน์ ส่งผลให้ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล กลายเป็นประเด็นสำคัญขึ้นมา ขณะที่องค์กรธุรกิจให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มานานแล้ว

'เดิมระบบรักษาความปลอดภัยจะเป็นสิ่งสำคัญในการจำกัดการใช้งานแอปฯต่างๆ บนสมาร์ทโฟน แต่วันนี้แอปฯต่างมีบทบาทในการใช้งานมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการให้ความสำคัญระหว่างความปลอดภัยข้อมูลกับการใช้งานแอปฯต่างๆว่าจะต้องทำอย่างไร'


ริมจึงได้พัฒนาแอปฯ ด้านการรักษาความปลอดภัย 'BlackBerry Protect' ขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคดาวน์โหลดมาใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเริ่มที่อเมริกาเหนือก่อน ตามมาด้วยยุโรป และเอเชีย

'เป็นครั้งแรกที่ริมนำเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยชั้นสูงลงมาสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งเดิมเป็นแอปฯที่ใช้งานในตลาดเอนเตอร์ไพรซ์มาก่อน'

BlackBerry Protect เป็นแอปฯ รักษาความปลอดภัยที่ช่วยในการสำรองข้อมูลจากเครื่อง BB เมื่อใดก็ได้ตามแต่ต้องการ สามารถกู้คืนการตั้งค่าต่างๆ ฐานข้อมูลและข้อมูลส่วนตัวได้ด้วยตนเองผ่านทางเว็บไซด์เพียงแค่ตั้งค่าต่างๆ บน BB โดยล็อกอินผ่านไอดี BB ที่กำหนดขึ้นโดยผู้ใช้เองโดยตรง สามารถค้นหาเครื่องในกรณีที่ลืมเครื่อง แม้กระทั่งเครื่องหายก็สามารถที่จะสั่งให้เครื่องล็อกการเข้าถึงข้อมูลภายในเครื่อง แม้กระทั่งสั่งลบข้อมูลภายในเครื่องผ่านทางเว็บไซด์

'ในเบื้องต้น สำหรับผู้ใช้ BB รวมถึงเพลย์บุ๊กสามารถดาวน์โหลดผ่านแอปเวิล์ดมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ในอนาคต ริมจะมีการติดตั้งแอปฯดังกล่าวมาพร้อมกับเครื่อง BB รุ่นใหม่ๆ ที่จะออกวางขายในตลาด'

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2554 13:08 น.

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

'ฟูจิตสึ'ส่งซูเปอร์คอมพ์ ขึ้นอันดับ1ประมวลผลเร็วสุดในโลก

บริษัทฟูจิตสึ ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ชื่อดังประเทศญี่ปุ่น สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลเร็วที่สุดในโลกออกมาแล้วในชื่อ 'เค ซูเปอร์คอมพิวเตอร์' (K-Supercomputer) ถือเป็นอีกครั้งในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2547 ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งสร้างโดยบริษัทแดนอาทิตย์อุทัยสามารถครองแชมป์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูงสุดในโลก โดยเค ทุบสถิติที่ความเร็ว 8 เพตาฟล็อปต่อวินาที ซึ่งก็คือการประมวลผลได้ถึง 8 พันล้านล้านคำสั่งใน 1 วินาที บนซีพียูมากกว่า 8 หมื่นตัว ทำให้เคกลายเป็นสุดยอดคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ของโลก ในการจัดอันดับ 驌 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์โลก' ทันที

สำหรับผลการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วโลกทั้ง 500 ลำดับนั้น ครั้งล่าสุดเปิดเผยในงานประชุมที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เมื่อวันจันทร์ที่ 20 มิ.ย.ผ่านมา โดย 'เค ซูเปอร์คอมพิวเตอร์' สามารถคว่ำแชมป์เก่าอย่าง 'เทียนเหอ-1 เอ' (Tianhe-1A) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากประเทศจีนที่ผลิตโดยศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน ซึ่งเคยทำสถิติได้ 2.6 เพตาฟล็อปต่อวินาที ล่าสุดต้องตกมาอยู่อันดับสอง

ด้านเคล็ดลับความเร็วของเค ก็คือ ซีพียูทุกตัวที่ใช้เป็นชิพ 8 คอร์ประมวลผล ทำให้เคสามารถทำสถิติเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงที่สุดในโลกนั่นเอง ส่วนเครื่องจากญี่ปุ่นที่เคยทำสถิติไว้เมื่อปี 2547 คือเครื่อง 'เอิร์ธ ซิมูเลเตอร์' ซูเปอร์คอมพ์ของเอ็นอีซี

ส่วนเครื่องความเร็วอันดับสาม ได้แก่ เครื่องจากัวร์ (Jaguar) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของกระทรวงพลังงานสหรัฐซึ่งเป็นฝีมือการพัฒนาโดยสถาบันวิจัยแห่งชาติโอ๊กริดจ์ ความเร็วที่บันทึกไว้คือ 1.75 เพตาฟล็อป อันดับที่ 4 คือ 'เนบิวเล' (Nebulae) ของศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน ความเร็ว 1.27 เพตาฟล็อป และอันดับที่ 5 คือ 'สึบาเมะ 2.0' (Tsubame 2.0) ของสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว ความเร็ว 1.19 เพตาฟล็อป

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ความเร็วระดับเพตาฟล็อปหรือพันล้านล้านคำสั่งต่อวินาทีนั้นถูกนำไปใช้ในงานที่ต้องการระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความสามารถในการประมวลผลสูงเป็นพิเศษ เช่น ในอุตสาหกรรมพลังงาน การพยากรณ์อากาศ เป็นต้น ขณะที่ประเทศที่มีการใช้งานซูเปอร์คอมพ์มากที่สุดในโลกคือสหรัฐอเมริกา รองลงมาคือจีน เยอรมนี อังกฤษ และญี่ปุ่น ตามลำดับ


วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7512 ข่าวสดรายวัน