วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ศูนย์ข้อมูลใหม่ออราเคิล "เร็วเท่าความคิด"

ยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์อันดับ 3 ของโลกอย่างออราเคิล (Oracle) เปิดตัวเครื่องวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์หรือศูนย์ข้อมูลแบบออลอินวันรุ่นใหม่ล่าสุด การันตีว่าการรวมกันของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ออราเคิลพัฒนาขึ้นจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ในความเร็วระดับ"ไวเท่าความคิด" ระบุว่าใช้เทคโนโลยีคู่ขนานจนทำให้ศูนย์ข้อมูลรุ่นล่าสุดนี้มีความเร็วในการวิเคราะห์ข้อมูลมากกว่าเดิม 10 เท่าตัว

ระบบวิเคราะห์ข้อมูลความเร็วสูงของออราเคิลนี้มีชื่อว่า Exalytics ถูกเปิดตัวโดยแลร์รี่ เอลิสัน (Larry Ellison) ซีอีโอออราเคิลซึ่งประกาศด้วยฐานะผลิตภัณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์ครบวงจรรุ่นล่าสุดของบริษัท บนเวทีงานประชุมประจำปี OpenWorld ซึ่งออราเคิลจัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโกในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานมากกว่า 40,000 คนจากทั่วมุมโลก

ศูนย์ข้อมูลนั้นเป็นระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก เหมาะกับการใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร โรงพยาบาล หรืออุตสาหกรรมที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ที่ผ่านมา ออราเคิลนั้นเป็นบริษัทที่เน้นพัฒนาเฉพาะซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล จนเมื่อไม่กี่ปีให้หลัง ออราเคิลจึงเปลี่ยนนโยบายบริษัท มามุ่งพัฒนาและทำตลาดฮาร์ดแวร์ระบบศูนย์ข้อมูลอย่างเต็มตัว

สำหรับ Exalytics ออราเคิลระบุว่าได้พัฒนาบนเทคโนโลยีการประมวลผลคู่ขนานหรือ parallel computing ซึ่งเป็นการนำระบบประมวลผลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นๆมาทำงานพร้อมกันแบบเสมือนชนิดไร้รอยต่อ จนสามารถพัฒนาความสามารถโดยรวมของระบบได้จนเป็นรูปธรรม ซึ่งในเชิงเทคนิค Exalytics จะใช้เทคโนโลยี in-memory database หรือการประมวลผลข้อมูลในระดับหน่วยความจำสำรองหรือ RAM แทนที่จะเป็นการเรียกข้อมูลมาอ่านในระดับดิสก์เก็บข้อมูล ทำให้ระบบสามารถทำงานได้เร็วขึ้น

"ถามว่าเราทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์นี้ทำงานเร็วขึ้น 10 เท่าตัว คำตอบคือการทำงานคู่ขนานทุกอย่าง ศูนย์ข้อมูลล่าสุดของเราประกอบด้วยเครือข่ายคู่ขนานจำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นความเร็วที่สัมผัสได้"

Exalytics มาพร้อมหน่วยประมวลผล 40 คอร์ และ DRAM ความจุ 1TB แต่ใช้เทคโนโลยีบีบอัดข้อมูลจนทำให้ DRAM ใน Exalytics มีความจุข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็น 5-10TB ไม่มีข้อมูลอัตราความเร็วของระบบที่แน่นอน มีเพียงการใช้คำว่า"ไวเท่าความคิด"ซึ่งออราเคิลการันตีว่าไม่เกินจริงเมื่อระบบทำงานบนหน้าตาโปรแกรมหรือยูสเซอร์อินเทอร์เฟสที่โต้ตอบได้แบบใหม่ของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ออราเคิลไม่ใช่บริษัทเดียวที่สามารถพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลครบวงจรความเร็วสูงพิเศษ เพราะคู่แข่งอย่างเอสเอพี (SAP) ก็มีแผนวางจำหน่ายระบบประมวลผล in-memory เช่นกันในชื่อ HANA ซึ่งคาดว่านี่จะเป็นทิศทางการแข่งขันในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ต่อเนื่องไปอีกหลายปี

นอกจาก Exalytics ในงานปีนี้ ซีอีโอออราเคิลยังเปิดตัวคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ตระกูล SPARC Solaris รุ่นใหม่ล่าสุดด้วย ผลจากการเข้าซื้อบริษัทผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ชื่อดัง "ซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems)" ด้วยเงินมูลค่า 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดหลังจากออราเคิลประกาศร่วมวงในตลาดจำหน่ายฮาร์ดแวร์ระบบศูนย์ข้อมูลเพื่อแข่งขันกับอดีตพันธมิตรอย่างเอชพี (Hewlett-Packard) แบบเต็มตัว

การเปิดตัว Exalytics ถือเป็นการต่อยอดจากการเปิดตัว Exalogic ระบบศูนย์ข้อมูลครบวงจรทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของออราเคิลในปีที่แล้ว และการเปิดตัวเครื่องแม่ข่ายฐานข้อมูลตระกูล Exadata ซึ่งออราเคิลระบุว่าได้ติดตั้งแก่ลูกค้าทั่วโลกแล้วกว่า 1,000 ตัว มีเป้าหมายจำหน่ายอีก 3,000 ตัวในปีนี้ คาดว่าแนวโน้มตลาดจะยังไปได้ดีต่อเนื่อง

คู่แข่งของออราเคิลนั้นนอกจากจะมียักษ์ใหญ่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลในยุโรปอย่างเอสเอพี ยังมียักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ฐานข้อมูลโลก

ความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ของออราเคิลในวงการโลก คือการฟ้องร้องกูเกิล (Google) ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยีชุดคำสั่งภาษาจาวาของซันฯในแอนดรอยด์ ความคืบหน้าคดีในขณะนี้คือการประเมินความเสียหายในชั้นศาล เบื้องต้นออราเคิลยืนยันว่าการที่กูเกิลละเมิดเทคโนโลยีของซัน ที่กลายเป็นสมบัติของออราเคิลในขณะนี้ ทำให้ออราเคิลได้รับความเสียหายมากกว่า 1.16 พันล้านเหรียญ ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าในการพิจารณาคดีแต่อย่างใด

Company Related Link :
Oracle


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 ตุลาคม 2554 11:08 น.

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

"ริม" ลุ้นหนีตาย

ริม (Research in Motion : RIM) คอตกกำไรไตรมาสล่าสุดหายไปเกือบครึ่ง แถมยอดจำหน่ายแท็บเล็ตบีบีนามเพลย์บุ๊ก (PlayBook) ยังพลาดเป้าไปเกือบ 5 แสนเครื่อง เบื้องต้นคาดริมกำลังเตรียมแผนหนีตายด้วยการประกาศหั่นราคาเพลย์บุ๊กลงตามรอยแท็บเล็ตแบรนด์อื่น

***ริมกำไรลดฮวบ 47%

ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนฮิตแบล็กเบอรี่ (บีบี) ประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส 2 ปีการเงิน 2011 ของริม (มิถุนายน-สิงหาคม 2011) ปรากฏว่ากำไรของริมลดลงถึง 47% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน ขณะที่รายได้รวมก็น้อยลง 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสต้นปี

ริมประกาศว่ากำไรไตรมาสที่ผ่านมาของบริษัทมีมูลค่า 497 ล้านเหรียญ (ประมาณ 1.49 หมื่นล้านบาท) ลดลงจากที่ริมเคยทำได้ 797 ล้านเหรียญเมื่อปีที่แล้ว (ราว 2.39 หมื่นล้านบาท) รายได้รวมตลอด 3 เดือนคือ 4,200 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่าไตรมาสก่อนหน้าราว 15% แต่คิดเป็นสัดส่วนลดลง 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปี 2010

เฉพาะตัวเลขเงินสดสำรอง ริมประกาศว่าลดลงเหลือ 1,400 ล้านเหรียญหลังจากที่ริมต้องส่งเงิน 1,500 ล้านเหรียญให้บริษัทอเมริกันอย่าง Nortel ในเรื่องลิขสิทธิเทคโนโลยี

ทั้งหมดนี้ จิม บาลซิลลี (Jim Balsillie) ซีอีโอร่วมของริมระบุว่า ริมยังสามารถไปได้ดีกับสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการใหม่ BlackBerry 7 ในทุกตลาดทั่วโลก โดยสามารถจัดส่งสมาร์ทโฟนบีบีได้ราว 10.6 ล้านเครื่องตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ยอมรับว่ายอดจัดส่งสินค้าของริมนั้นน้อยลงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า เบื้องต้นคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการผลักดัน BlackBerry 7 สู่ตลาดองค์กร ก่อนที่ริมจะนำระบบปฏิบัติการ QNX มาใช้ในบีบีรุ่นถัดไป

สำหรับแท็บเล็ตแบรนด์บีบีอย่างเพลย์บุ๊ก ผู้บริหารริมระบุว่าสามารถจำหน่ายจัดส่งไปได้เพียง 200,000 เครื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา น้อยกว่าช่วงไตรมาสก่อนหน้าที่จัดส่งไปราว 500,000 เครื่อง ทำให้รายได้หลักของริมมาจากสมาร์ทโฟนบีบีระบบปฏิบัติการ BlackBerry 7 สะท้อนความต้องการในตลาดที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง

***อาจหั่นราคาเพลย์บุ๊ก

ความเป็นไปได้ในการลดราคาเพลย์บุ๊กเพื่อระบายสินค้าคงคลังของริมถูกตีความจากคำพูดของไมค์ ลาซาริดิส (Mike Lazaridis) ซีอีโอร่วมอีกรายของริม ซึ่งระบุว่าริมกำลังจะสร้างสรรค์โครงการพิเศษสำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจเพื่อผลักดันยอดขายแท็บเล็ตของริมแบบก้าวกระโดด จุดนี้สื่อต่างประเทศเชื่อว่าริมอาจปรับลดราคาจำหน่ายเพลย์บุ๊กลงตามรอยเอชพี (Hewlett-Packard) ซึ่งหั่นราคาแท็บเล็ตของตัวเองอย่างทัชแพด (TouchPad) ลงเหลือราคาเริ่มต้นที่ 99 เหรียญ (ราว 3,000 บาท) หลังจากประกาศแผนเลิกพัฒนาทัชแพดรุ่นต่อไปอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้าของแผนลดราคาแท็บเล็ตบีบีในขณะนี้ โดยในร้านออนไลน์ของริม เพลย์บุ๊กยังคงวางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 499 เหรียญ (สำหรับรุ่น 16GB) ขณะที่รุ่น 32GB ราคา 599 เหรียญ และรุ่น 64GB ราคา 699 เหรียญ

ยอดจัดส่งเพลย์บุ๊ก 200,000 เครื่องถือเป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วงเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตเจ้าตลาดอย่างไอแพด (iPad) โดยไตรมาสที่ผ่านมา แอปเปิลระบุว่าสามารถจำหน่ายไอแพด 2 ได้มากถึง 9.25 ล้านเครื่อง ที่น่าสนใจคือตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขจำหน่ายจริงสู่มือผู้ใช้ ไม่ใช่ยอดจัดส่งที่แปลว่าอาจมีบางสินค้าค้างอยู่ในสต็อคเพื่อรอการจำหน่ายต่อไป

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ธุรกิจแท็บเล็ตของริมนั้นมีโอกาสเป็นต่อในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อริมสามารถเปิดตัวสมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการ QNX ในปี 2012 เพลย์บุ๊กซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการเดียวกันจะมีโอกาสกลายเป็นกระแสอีกครั้ง สำหรับความเป็นไปได้ว่าริมจะลดราคาเพลย์บุ๊กลงเท่าใดนั้นยังไม่มีข้อสรุป เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ที่ราว 150 เหรียญสหรัฐ ตามที่ร้านเบสต์บาย (Best Buy) ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกอเมริกันเคยจัดโปรโมชันลดราคาเพลย์บุ๊กลง 50-150 เหรียญในช่วงวันแรงงานอเมริกันเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ครั้งนั้น เบสต์บายตั้งใจระบายเพลย์บุ๊กรุ่น 64GB ซึ่งเป็นรุ่นที่ถูกลดราคาลงมากที่สุด โดยลดเหลือ 549.99 เหรียญ จากเดิมราคา 700 เหรียญ ขณะที่รุ่น 16GB ถูกลดราคาลง 50 เหรียญเหลือ 449.99 เหรียญ เช่นเดียวกับรุ่น 32GB ที่จะลดราคา 50 เหรียญเหลือ 549.99 เหรียญ

สำหรับไตรมาสปัจจุบัน ริมเชื่อว่ายอดขายรวมจะมีอัตราเติบโต 27-30% บนยอดขายรวมที่คาดว่าจะทะลุ 5,300-5,600 พันล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยตัวเลขยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนแบล็กเบอร์รี่ 13.5-14.5 ล้านเครื่อง

Company Related Link :
RIM

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กันยายน 2554 07:59 น.

เปิดแผนดิ้น"อินเทล" บทสรุปจากงาน IDF 2011

ในเมื่ออินเทลคือยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปหน่วยประมวลผลสำหรับคอมพิวเตอร์พีซี การที่โลกทุกวันนี้กำลังถูกแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนขโมยซีนจากพีซีทำให้อินเทลต้องเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองเพื่อหาที่ยืนในอุตสาหกรรมอุปกรณ์อัจฉริยะเคลื่อนที่ให้ได้ กลศึกหลายชั้นของอินเทลจึงถูกประกาศกลางงานประชุมนักพัฒนา IDF 2011 ที่ซานฟรานซิสโกตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อให้โลกรับรู้ว่าอินเทลไม่ได้ก้มหน้ารอชะตากรรมใน"ยุคหลังพีซี" แต่กำลังหาทางดิ้นรนบนเดิมพันคือเก้าอี้เจ้าตลาดชิปหน่วยประมวลผลโลก

งานนี้อินเทลยังคงชู"อัลตร้าบุ๊ก"ในฐานะคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กบางเฉียบที่มี"หน่วยประมวลผลที่สมบูรณ์แบบที่สุด" ขณะเดียวกันก็เปิดตัวโปรเซสเซอร์ “Haswell" ซึ่งการันตีว่ากินไฟต่ำกว่าชิปรุ่นอื่นของอินเทลกว่า 20 เท่าเมื่ออยู่ในโหมดสแตนด์บายพร้อมใช้งาน โดยชิปนี้กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาเพื่อเปิดตัวในปี 2013

อินเทลนั้นคุยฟุ้งในงานว่า ชิปตระกูล "คอร์ โปรเซสเซอร์" เจเนอเรชัน 2 ปัจจุบันนั้นมีสถิติการจำหน่ายที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อินเทล โดยจนถึงปัจจุบันอินเทลสามารถจำหน่ายโปรเซสเซอร์ไปแล้วกว่า 75 ล้านตัว จุดนี้อินเทลการันตีว่าชิปคอร์โปรเซสเซอร์ยุคหน้าที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 22 นาโนเมตร จะให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีสมรรถนะที่ดีขึ้นทั้งในด้านประหยัดพลังงาน กราฟิกและมีเดีย คาดว่าจะพร้อมวางตลาดในอัลตร้าบุ๊กและพีซีช่วงปี 2012

ที่สำคัญ อินเทลและยักษ์ใหญ่บริษัทรักษาความปลอดภัยอย่างแมคอาฟี ยังประกาศความร่วมมือกันพัฒนาโซลูชันป้องกันการโจรกรรมข้อมูลสำหรับอัลตร้าบุ๊ก กำหนดการจำหน่ายคือปี 2012 เชื่อว่าคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่มีอยู่ในตัวเครื่องจะทำให้ผู้ใช้รู้สึกมั่นใจและใช้งานอัลตร้าบุ๊กอย่างสบายใจ

***ยกพลเทคโนฯใหม่

ต้องยอมรับว่างาน IDF 2011 ครั้งนี้เป็นเวทีเปิดตัวกองทัพเทคโนโลยีของอินเทลแบบเต็มพิกัด ทั้งการเปิดตัว 'Claremont' แนวคิดการทำงานชิปหน่วยประมวลผลใหม่จากสถาบันวิจัย Intel Labs, การเปิดตัวหน่วยความจำ SSD 710 สำหรับใช้งานในศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ขององค์กร รวมถึงการสาธิต 3 ต้นแบบพีซีอินเทลที่ใช้พอร์ตข้อมูลความเร็วสูงของแอปเปิลอย่าง Thunderbolt, พีซีพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ชิปใหม่ Haswell รวมถึงแท็บเล็ตแอนดรอยด์ที่ใช้ชิป Medfield จากอินเทล

Claremont นั้นเป็นชื่อรหัสของแนวคิดชิปใหม่ Near Threshold Voltage Processor ของอินเทล แนวคิดนี้อิงจากทฤษฎีการใช้วงจรไฟฟ้าที่มีกำลังไฟต่ำพิเศษจนสามารถลดการใช้พลังงานได้แบบก้าวกระโดด อินเทลระบุว่ากำลังพัฒนาให้ Claremont ต้องการกำลังไฟต่ำกว่า 10 มิลลิวัตต์ เพื่อให้สามารถใช้พลังงานจากแผงเซลล์ไฟฟ้าแสงอาทิตย์ขนาดเล็กเท่าสแตมป์ได้ ซึ่งหากทำได้จริง อินเทลจะนำแนวคิดนี้ไปใช้กับหลายผลิตภัณฑ์ในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการผลาญพลังไฟของอุปกรณ์ไอทีมากกว่าเกิน 5 เท่าตัว

สำหรับ SSD 710 นั้นถูกอินเทลตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า Lyndonville เป็นผลิตภัณฑ์หน่วยความจำสำหรับศูนย์ข้อมูลองค์กรที่อินเทลเตรียมมาทำตลาดแทนรุ่น X25-E Extreme ตัว SSD 710 มาพร้อมหน่วยความจำแฟลชเทคโนโลยีการผลิต 25 นาโนเมตรทำให้องค์กรสามารถเข้าถึงและจัดการข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์ได้เร็วกว่าเดิม มีกำหนดวางตลาดในเดือนกันยายนนี้ในราคาเริ่มต้น 649 เหรียญ (สำหรับการสั่งซื้อรุ่น 100GB จำนวน 1,000 ชิ้นขึ้นไป)

1 ใน 3 พีซีที่อินเทลนำมาโชว์ตัวในงานนี้คือ พีซีที่มาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อข้อมูลความเร็วสูง Thunderbolt I/O ซึ่งอินเทลและแอปเปิลมีความร่วมมือในการพัฒนาด้วยกัน สมรรถนะหลักคือการช่วยให้อุปกรณ์บันทึกและจัดเก็บสื่อข้อมูลต่างๆ ทำงานด้วยความเร็วสูงกว่าพอร์ต USB 2.0 ทั่วไป

จุดนี้ต้องยกความดีให้อินเทลในฐานะผู้ทำให้พอร์ต Thunderbolt I/O สามารถติดตั้งในคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่แมคอินทอชได้ ซึ่งแม้ในงาน Mooly Eden รองประธานและผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจพีซีไคลเอนท์จะไม่ระบุว่าพีซีพร้อมพอร์ต Thunderbolt I/O จะวางตลาดได้เมื่อไร แต่ก็มีการยืนยันว่าผู้ผลิตอย่าง Acer และ ASUS จะพร้อมเปิดตลาดพีซี Thunderbolt I/O ได้ในปี 2012

อีกอุปกรณ์ต้นแบบที่เรียกเสียงฮือฮาในงานคือพีซีระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ชิป Haswell โดยอินเทลระบุว่า Haswell จะถูกพัฒนาบนเทคโนโลยีการผลิต 22 นาโนเมตรเช่นเดียวกับ Ivy Bridge แต่สามารถประหยัดพลังงานลงได้กว่า 20 เท่าเมื่อเทียบกับการออกแบบปกติ คาดว่าจะทำให้อัลตร้าบุ๊กสามารถเปิดการทำงานโหมดสแตนด์บายต่อเนื่องนาน 10 วันได้ภายในปี 2013

ยังมีแท็บเล็ตแอนดรอยด์ที่ใช้ชิป Medfield ของอินเทล ซึ่งอินเทลการันตีว่านับจากนี้ชิปอินเทลจะสามารถใช้งานได้ดีกับอุปกรณ์พกพาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ รองรับแพลตฟอร์มการทำงานหลายรูปแบบ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดกำหนดการทำตลาดแต่อย่างใด

***ลุยอัลตร้าบุ๊กปีนี้

ผลิตภัณฑ์อัลตร้าบุ๊กรุ่นแรกซึ่งอินเทลเชื่อว่าจะพร้อมออกสู่ตลาดในช่วงวันหยุดปลายปี 2011 นี้จะเป็นรุ่นที่ใช้ชิปอินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ เจเนอเรชั่น 2 โดยจะมีดีไซน์ของรูปทรงที่บางเบา พร้อมใช้เกือบจะทันทีหลังออกจากการพักเครื่องในระดับที่ลึกที่สุด ซึ่งเป็นผลจากคุณสมบัติของเทคโนโลยี Intel Rapid Start ขณะเดียวกันก็คาดว่าจะสามารถสร้างประสบการณ์ใหม่ในการรับชมภาพของผู้ใช้ ซึ่งเป็นผลจากสมรรถนะที่ดีขึ้นของกราฟิกที่อยู่ในโปรเซสเซอร์

แต่อัลตร้าบุ๊กรุ่นถัดไปในปีหน้าจะใช้โปรเซสเซอร์ในตระกูลอินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ เจเนอเรชัน 3 คือ Ivy Bridge ซึ่งมีสมรรถนะด้านประสิทธิภาพและการประหยัดไฟ ชิปเจเนอเรชันใหม่พร้อมอัลตร้าบุ๊กรุ่นหน้า คาดว่าจะวางจำหน่ายได้ในครึ่งปีแรกของปี 2012

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภคใช้อัลตร้าบุ๊กได้อย่างมั่นใจ อินเทลตัดสินใจเพิ่มคุณสมบัติพิเศษในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัย อาทิเช่น เทคโนโลยี Intel Identity Protection และ Intel Anti-Theft เพื่อป้องการการโจรกรรมข้อมูลจากเครื่อง และเพื่อเป็นการต่อยอดคุณสมบัติของระบบความปลอดภัยที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอินเทลประกาศร่วมมือกับแมคอาฟี พัฒนาบริการ McAfee anti-theft สำหรับอัลตร้าบุ๊ก ซึ่งสามารถใช้ได้กับคอมพิวเตอร์รุ่นถัดไปของทั้งอัลตร้าบุ๊ก โน้ตบุ๊กและเดสก์ท็อป

ในปี 2012 โซลูชันแมคอาฟีจะเป็นโซลูชันแรกที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่างๆที่อยู่ในตัวชิปของอินเทล และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บรักษาข้อมูลในตัวอุปกรณ์ให้กับผู้บริโภค เช่น การล็อคอุปกรณ์ การลบข้อมูล และ การค้นหาตำแหน่ง เป็นต้น

อินเทลย้ำว่าวิสัยทัศน์ของอัลตร้าบุ๊กนั้นเป็นแผนระยะยาว และเป็นความพยายามในระดับอุตสาหกรรมโดยแบ่งการพัฒนาออกเป็นสามระยะ

"ระยะที่หนึ่งเป็นการเปิดตัวอัลตร้าบุ๊กรุ่นแรก ซึ่งขณะนี้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และสามารถจำหน่ายได้ตั้งแต่ช่วงเทศกาลวันหยุดปลายปีนี้เป็นต้นไป ระยะที่สองจะเริ่มขึ้นด้วยการเปิดตัวของ อินเทล คอร์ โปรเซสเซอร์ เจเนอเรชั่น 3 ภายในครึ่งแรกของปี 2012 ส่วนในระยะสุดท้ายนั้น จะเป็นการเปิดตัวชิป Haswell ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ 22 นาโนเมตร เพื่อตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงจากการใช้คอมพิวเตอร์แบบเดิมมาสู่อัลตร้าบุ๊ก" ผู้บริหารอินเทล เปิดเผย

Company Related Link :
Intel

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กันยายน 2554 00:39 น.

ไมโครซอฟท์ร่วมวงแอปเปิลคว่ำบาตร "Flash"

ดูเหมือนว่าอนาคตของรูปแบบไฟล์ภาพเคลื่อนไหวนามสกุลแฟลช (Flash) ในตลาดอุปกรณ์พกพานั้นมีความเสี่ยงถูกหรี่แสงลงเรื่อยๆ เพราะยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตระบบปฏิบัติการระดับโลกทยอยไม่สนับสนุนแฟลชอย่างชัดเจน โดยไมโครซอฟท์ยอมรับว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์เวอร์ชันใหม่ล่าสุด "วินโดวส์ 8 (Windows 8)" เวอร์ชันมุมมอง Metro View สำหรับอุปกรณ์แท็บเล็ตหน้าจอทัชสกรีนนั้นจะไม่รองรับแฟลชและโปรแกรมลูกเล่นเสริม (plug-in) อื่นๆ ถือเป็นการเดินตามรอยคู่แข่งอย่างแอปเปิลซึ่งตั้งใจคว่ำบาตรให้อุปกรณ์พกพาทั้งไอโฟน ไอแพด และไอพ็อดทัชไม่รองรับแฟลชมาตลอด

Dean Hachamovitch หัวหน้าทีมพัฒนาเว็บเบราว์เซอร์ไออี (Internet Explorer) ประกาศชัดเจนว่า Windows 8 เวอร์ชันมุมมอง Metro View จะรองรับมาตรฐานเว็บไซต์ HTML5 เท่านั้น โดยหากมีการเปิดเว็บไซต์ที่มีรูปแบบไฟล์เคลื่อนไหวอื่นอย่าง ActiveX ระบบปฎิบัติการจะส่งผู้ใช้ออกจากมุมมอง Metro ไปยังมุมมองคลาสสิกสไตล์คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะดั้งเดิมแทน

Hachamovitch อธิบายเหตุผลในการพัฒนาเบราว์เซอร์ IE เวอร์ชันสำหรับอุปกรณ์หน้าจอสัมผัสที่ไม่รองรับแฟลชและโปรแกรมเสริมอื่นๆว่าต้องการยกระดับการยืดอายุแบตเตอรี่เครื่องและความปลอดภัย รวมถึงความเสถียรและปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกับแอปเปิลที่ไม่สนับสนุนแฟลชในสินค้าตระกูลพกพาของตัวเอง

“การทำให้เบราว์เซอร์เข้ากันได้กับเทคโนโลยี plug-in เดิมๆนั้นจะลดค่าประสบการณ์ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนวินโดวส์ 8 หน้าโปรแกรมแบบ Metro ลง มากกว่าที่จะพัฒนาขึ้น” Hachamovitch ระบุในบล็อกของไมโครซอฟท์

แน่นอนว่าเรื่องนี้ บริษัทอโดบี (Adobe) ซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีแฟลชนั้นออกมาปกป้องแฟลชในทันที โดยระบุว่าแม้อุปกรณ์พกพาของไมโครซอฟท์จะไม่รองรับแฟลช แต่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโน้ตบุ๊กก็จะยังรอบรับแฟลชได้อยู่ดี เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้แฟลชสามารถอยู่ยงในสังเวียนมาตรฐานเว็บได้ต่อไป

“เราคาดว่าคอมพ์ตั้งโต๊ะระบบปฏิบัติการวินโดวส์จะได้รับความนิยมต่อเนื่องอีกหลายปี ซึ่งคอมพ์เหล่านี้จะสนับสนุนแฟลชได้ ทั้งเกมออนไลน์และวิดีโอที่พัฒนาบนเทคโนโลยีแฟลช” ตามคำกล่าวของผู้บริหารอโดบีในรายงานของ Wired.com

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
นี่ถือเป็นอีกขวากหนามของเทคโนโลยีอโดบีในวงการอุปกรณ์พกพา ก่อนหน้านี้ แฟลชถูกแอปเปิลสั่งแบนแบบต่อเนื่องในระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์พกพาของแอปเปิล จนล่าสุด แอปเปิลตัดสินใจไม่สนับสนุนแฟลชทั้งในสินค้ากลุ่มคอมพิวเตอร์พกพาอย่าง MacBook Air รุ่นปี 2010 ซึ่งทำให้คอมพ์พกพาหน้าจอ 11 นิ้วนี้มีแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นอีก 2 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิลก็ยังพัฒนาให้แอนดรอยด์ (Android) สามารถรองรับแฟลชต่อเนื่องในปัจจุบัน (นับตั้งแต่เวอร์ชัน 2.2 หรือ Froyo) ทำให้สมาร์ทโฟนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์หลากรุ่นในท้องตลาดสามารถแสดงผลแฟลชได้เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ แม้จะทำได้ไม่ดีนักเพราะแฟลชนั้นต้องการทรัพยากรสูงในการทำงาน ทั้งหมดนี้นักวิเคราะห์เชื่อว่ายังไม่ชัดเจนว่าแอนดรอยด์จะยังรองรับแฟลชต่อไปหรือไม่ เพราะแฟลชคือ 1 ในจุดขายที่สำคัญของแอนดรอยด์ ขณะเดียวกันแฟลชก็ทำให้แท็บเล็ตแอนดรอยด์ไม่เร็วทันใจเหมือนแท็บเล็ตแบรนด์อื่น

นอกจากนี้ ยังมีระบบปฏิบัติการคิวเอ็นเอ็กซ์ (QNX) ในแท็บเล็ตตระกูลบีบีอย่างเพลย์บุ๊ก (BlackBerry PlayBook) ที่สามารถรองรับแฟลชได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งการทดลองโดย Wired.com พบว่าเกมและเว็บไซต์แฟลชนั้นสามารถทำงานบนเพลย์บุ๊กได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับแท็บเล็ตแบรนด์อื่น

ข่าวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งชัยชนะของ HTML5 ซึ่งกำลังมาแทนที่มาตรฐานภาพเคลื่อนไหวอย่าง Adobe Flash ปัจจุบันมาตรฐาน HTML5 ถูกใช้ในบริการวิดีโอสตรีมมิ่งเพื่อการดูวิดีโอออนไลน์แบบลื่นไหลบนไอแพด โดยการสำรวจประจำเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าวิดีโอบนเว็บไซต์ทั้วโลกกว่า 63% นั้นรองรับมาตรฐาน HTML5 ทั้งสิ้น สวนทางกับแฟลชซึ่งกำลังลดบทบาทลง

และแม้แฟลชจะลดบทบาทลง แต่อโดบีก็ไม่ได้ยอมลดบทบาทตาม โดยกำลังพัฒนาเครื่องมือแปลงไฟล์แฟลชให้รองรับมาตรฐาน HTML5 ในชื่อ Edge ซึ่งกำลังเปิดให้นักพัฒนาทดสอบอยู่ในขณะนี้ ขณะเดียวกันยังมีแพลตฟอร์มการทำงานใหม่ Adobe AIR เพื่อให้นักพัฒนาสามารถใช้ไฟล์แฟลชและเครื่องมืออื่นในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันแบบสแตนอโลนเพื่อใช้ในอุปกรณ์พกพาด้วย

Company Related Links :
Adobe
Apple
Microsoft

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กันยายน 2554 10:44 น.

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

"กูเกิ้ล"เดินเครื่องบรอดแบนด์ 1 กิกะไบต์ต่อวินาที พลิกโฉมอนาคตโลกไซเบอร์

โลกไซเบอร์กำลังจะพลิกโฉมหน้า เมื่อกูเกิ้ล เริ่มเดินเครื่องทดสอบบริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่สุดในโลก 1 กิกะไบต์ต่อวินาที กลุ่มผู้โชคดีที่ได้ลิ้มรสชาติความรวดเร็วทันใจในการดาวน์โหลดข้อมูลก่อนใครเพื่อนคือประชากรในย่านซิลิกอน แวลเลย์ ถิ่นอุตสาหกรรมไอทีของโลก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และย่านมหา วิทยาลัยสแตนฟอร์ด สถาบันที่ผู้ก่อตั้งกูเกิ้ลเป็นศิษย์เก่า

ปกติอัตราความเร็วบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในต่างประเทศจะอยู่ที่ 300 Mbps หรือเมกะไบต์ต่อวินาที ส่วนการอัพโหลดข้อมูลขึ้นไปจะใช้ความเร็ว 150 Mbps ขณะที่การดาวน์โหลดผ่านสายเคเบิล ความเร็วอยู่ที่ 13 Mbps เท่านั้น แต่จากความเร็วใหม่ล่าสุดของกูเกิ้ล การดาวน์โหลดตัวอย่างภาพยนตร์ความละเอียดสูงขนาด 95 เมกะไบต์ จะใช้เวลาเพียง 9 วินาที

บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่เป็นก้าวย่างสำคัญที่การใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ตามบ้านเรือนจะเปลี่ยนจากเส้นลวดทองแดงและสายโทรศัพท์มาสู่เคเบิล ใยแก้วนำแสง เกิดขึ้นกับอาคารของมหาวิทยาลัยจำนวน 850 หลังและจะไม่คิดค่าบริการในปีแรก

มาร์ติน คาร์โนอี้ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ของสแตนฟอร์ดซึ่งปกติมักจะต้องส่งและรับไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ 20 MB หรือใหญ่กว่านั้นจากคอมพิวเตอร์ที่บ้าน กล่าวว่า "ที่ผ่านมาผมต้องคอยนานหลายนาทีในการส่งหรือรับไฟล์ผ่านเอทีแอนด์ที บรอดแบนด์ที่ใช้อยู่ แต่เดี๋ยวนี้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ไม่ต้องคอยอีกแล้ว"

ด้านอีริก ชมิดต์ ผู้บริหารของกูเกิ้ล กล่าวว่า สหรัฐจะต้องมีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงใช้อย่างทั่วถึง เพราะบรอดแบนด์เป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการจ้างงานใหม่และธุรกิจ

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการสื่อสารว่าด้วยแผนการวางโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติมีเป้าหมายจะขยายการใช้งานอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ไปยังบ้านทุกหลังในสหรัฐ ให้บริการประชากร 100 ล้านคน ด้วยความเร็ว 100 Mbps ภายในปี 2563

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แจ้งเกิดแอปฯ ดูหนังบนเฟซบุ๊ก 'ใหญ่ที่สุด'

เฟซบุ๊ก (Facebook) บริการเครือข่ายสังคมประกาศร่วมมือกับสตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์มิราแม็กซ์ (Miramax) เปิดตัวแอปพลิเคชันเช่าภาพยนตร์บนเฟซบุ๊กแบบจริงจัง พิเศษกว่าด้วยการเพิ่มจำนวนภาพยนตร์และอุปกรณ์ที่รองรับชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์เช่าหนังบนเฟซบุ๊ก ประเดิมตลาดลุงแซม อังกฤษ และตุรกีบนราคาเรื่องละ 30 เฟซบุ๊กเครดิตหรือเทียบเท่าเงิน 90 บาท ก่อนจะขยายไปยังฝรั่งเศสและเยอรมนีในอนาคตอันใกล้

แอปพลิเคชันเช่าภาพยนตร์บนเฟซบุ๊กมีชื่อว่า มิราแม็กซ์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Miramax eXperience) ได้รับการการันตีว่าเป็นบริการเช่าภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดบนเฟซบุ๊กในขณะนี้ เพราะการเปิดให้บริการภาพยนตร์จำนวน 20 เรื่องแก่ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ขณะที่ในอังกฤษและตุรกีเปิดให้เช่า 10 เรื่อง ถือเป็นสถิติจำนวนภาพยนตร์สูงที่สุด แถมมิราแม็กซ์ยังเพิ่มให้สาวกเฟซบุ๊กสามารถเพลิดเพลินกับหนังเรื่องโปรดได้บนไอแพด (iPad) และชุดอุปกรณ์กูเกิลทีวี (Google TV) ด้วย จากเดิมที่มักรองรับเฉพาะสมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ในบริการเป็นภาพยนตร์อมตะอย่าง Pulp Fiction, Good Will Hunting, Chicago และ Kill Bill เป็นต้น ผู้สนใจจะต้องเช่าภาพยนตร์ด้วยหน่วยเงินบนเฟซบุ๊กราคา 30 เฟซบุ๊กเครดิต (Facebook credit) ซึ่งมีมูลค่าเทียบเท่า 3 เหรียญสหรัฐฯ เพื่อสตรีมมิงภาพยนตร์มาชมในช่วงเวลา 48 ชั่วโมงหรือ 2 วัน

การร่วมมือเปิดเช่าภาพยนตร์บนเครือข่ายสังคมที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกของทั้งคู่ เพราะเฟซบุ๊กนั้นเคยเปิดให้บริการเช่าภาพยนตร์โดยร่วมมือกับสตูดิโอผู้ผลิตภาพยนตร์รายอื่นมาก่อน ทั้ง Warner Bros. ที่เปิดให้ชาวเฟซบุ๊กเช่าภาพยนตร์มนุษย์ค้างคาว The Dark Knight ก่อนที่ Paramount และ Universal จะเปิดให้บริการเรื่อง The Big Lebowski ตามมา แต่มิราแม็กซ์ถือเป็นพันธมิตรที่เปิดให้บริการเช่าภาพยนตร์บนเฟซบุ๊กรายใหญ่ที่สุดในขณะนี้

ขณะที่แม้มิราแม็กซ์จะเคยเปิดให้บริการเช่าภาพยนตร์แบบสมัครสมาชิกกับ Amazon, Netflix, Hulu และ Apple มาก่อน แต่การร่วมมือกับเฟซบุ๊กในครั้งนี้ก็ถูกจับตามองอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากเฟซบุ๊กนั้นมีอัตราการใช้งานสูงมากในยุโรป สถิติล่าสุดคือผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคิดเป็นสัดส่วน 65% ของประชากรยุโรปรวม สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์เชื่อว่า เครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊กจะเป็นตลาดที่สำคัญของธุรกิจภาพยนตร์ดิจิตอลในอนาคต

ที่ต้องย้ำว่าในอนาคต เพราะปัจจุบันเฟซบุ๊กยังไม่สามารถติดอันดับ 1 ใน 5 ผู้ให้บริการภาพยนตร์ออนไลน์รายใหญ่ของโลกในขณะนี้ โดยช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทวิจัย IHS ระบุว่าร้านไอจูนส์ (iTunes) ร้านจำหน่ายคอนเทนต์ออนไลน์ของแอปเปิลนั้นเป็นแชมป์ที่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในวงการเช่าภาพยนตร์ดิจิตอลของสหรัฐฯ ที่ 65.8% เพิ่มจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 64.9%

รองลงมาคือ ร้าน Playstation ของ Sony ซึ่งมีส่วนแบ่งลดลงเหลือ 16.2% จากที่มีอยู่ 18.5% ตามด้วย Vudu ในเครือวอล-มาร์ทซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มจาก 1% เป็น 5% ขณะที่บริการ Zune จากไมโครซอฟท์ซึ่งคอหนังสามารถดาวน์โหลดมาชมบนคอมพิวเตอร์และเครื่องเกม Xbox 360 นั้นมีส่วนแบ่ง 4.4% ลดลงจาก 8.2% อันดับ 5 คือ Amazon.com ที่ครองส่วนแบ่งได้ 4%

นักวิเคราะห์เชื่อว่า เฟซบุ๊กจะสามารถแทรกตัวเป็น 1 ใน 5 ผู้ให้บริการภาพยนตร์ดิจิตอลได้ในเวลาไม่นานนับจากนี้ เพราะเฟซบุ๊กนั้นมีดีกรีเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก สถิติเดือนกรกฎาคม 54 จากบริษัทวิจัย Comscore ระบุว่าชาวสหรัฐฯ เข้าใช้งานเฟซบุ๊กมากกว่า 162 ล้านคนต่อเดือน นำหน้าบริการในธุรกิจเดียวกันอย่างทวิตเตอร์ที่มีผู้ใช้ 32.8 ล้านคน หรือบริการเครือข่ายสังคมสำหรับคนทำงานอย่าง LinkedIn ซึ่งมีผู้ใช้งาน 32.5 ล้านคน

Company Related Link:
Facebook

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 สิงหาคม 2554 10:23 น.

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กูเกิลฮุบโมโตโรลา 1.25 หมื่นล.ดอลล์

กูเกิล (Google) ประกาศแผนฮุบกิจการผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์มือถือของโมโตโรลา (Motorola Mobility Holdings Inc) พร้อมเทเงินมูลค่า 1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.75 แสนล้านบาท) บนความหวังว่าจะสามารถเสริมเขี้ยวเล็บให้กับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายใต้แบรนด์แอนดรอยด์ (Android) ของกูเกิลได้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเงินมหาศาลที่ถูกเตรียมไว้สำหรับการซื้อโมโตโรลานั้นทำให้ดีลที่เกิดขึ้นเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์กูเกิล กูเกิลระบุว่าจะซื้อหุ้นโมโตโรลาในราคา 40 เหรียญต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเพิ่มจากมูลค่าตลาดโมโตโรลาถึง 63% จากราคาปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมาที่ตลาดหุ้น New York Stock Exchange

ธุรกิจสมาร์ทโฟนของโมโตโรลาในชื่อบริษัท Motorola Mobility นั้นเน้นทำตลาดสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์หรือ T.V. set-top box เป็นหลัก การเข้าซื้อโมโตโรลาจะทำให้กูเกิลสามารถควบคุมการผลิตได้ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์อุปกรณ์มือถือ ไม่ต่างจากแอปเปิล (Apple) ซึ่งสามารถสร้างสรรค์อุปกรณ์ทั้ง 2 ด้านจนสามารถครองตลาดสมาร์ทโฟนได้แล้วในขณะนี้

นอกจากนี้ อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญที่ทำให้กูเกิลต้องการซื้อโมโตโรลา คือการที่กูเกิลเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือมาตรฐานเปิดอย่างแอนดรอยด์ (Android) แต่ไม่สามารถครองสิทธิบัตรเทคโนโลยีอุปกรณ์เคลื่อนที่ จนทำให้บริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์มีความเสี่ยงถูกฟ้องจากผู้ผลิตรายอื่นซึ่งสามารถรวมตัวกันซื้อสิทธิบัตรเทคโนโลยีมากมายจากบริษัทนอร์เทล (Nortel) ได้เมื่อเดือนที่ผ่านมา

อีกจุดที่น่าสนใจคือ การฮุบโมโตโรลาของกูเกิลครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นชัยชนะของคาร์ล ไอคาห์น (Carl Icahn) นักลงทุนชื่อก้องซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ใหญ่ที่สุดของโมโตโรลา (ราว 11.36%) ด้วย

กูเกิลวางกรอบเวลาไว้ให้กระบวนการซื้อโมโตโรลาครั้งนี้แล้วเสร็จภายในปี 2011 หรือต้นปี 2012 โดยกูเกิลจะวางจุดยืนให้ Motorola Mobility เป็นธุรกิจที่แยกต่างหากจากกูเกิล

Company Related Link :
Google
Motorola Mobility

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 สิงหาคม 2554 20:36 น.

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กลุ่ม Anonymous เตรียมถล่ม Facebook 5 พ.ย. นี้

กลายเป็นเรื่องฮือฮาเมื่อมีวิดีโอนิรนามปรากฎบนเว็บไซต์ยูทูบ ระบุว่ากลุ่มแฮกเกอร์ Anonymous มีแผนทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของเครือข่ายสังคมยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊กในวันที่ 5 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ โดยนอกจากยูทูบ แผนถล่มเฟซบุ๊กยังถูกประกาศไว้บนทวิตเตอร์ซึ่งระบุว่าแผนการโจมตีครั้งนี้มีชื่อเรียกว่าปฏิบัติการเฟซบุ๊กหรือ "Operation Facebook"

แน่นอนว่าวิดีโอดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้งเรื่องจริงและเรื่องลวง ซึ่งไม่มีข้อมูลใดๆยืนยันว่าทั้งหมดเป็นเจตนารมณ์แท้จริงของกลุ่มนักแฮก Anonymous

หากปฏิบัติการ Operation Facebook เป็นเรื่องจริง โลกจะต้องบันทึกว่ากลุ่ม Anonymous นั้นกำลังเพิ่มบทบาทของตัวเองไปอีกขั้นหลังจากร่วมมือกับกลุ่มนักแฮก LulzSec ในการถล่มระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักงานกฎหมายระดับประเทศภายใต้ชื่อโครงการ Antisec เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ล่าสุด ปฏิบัติการ Operation Facebook ถูกระบุว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับโครงการ Antisec เนื่องจากเป็นคนละสาเหตุกัน

เนื้อความในวิดีโอปริศนาระบุว่า เหตุที่ทำให้กลุ่ม Anonymous พุ่งเป้าโจมตีที่ Facebook เป็นเพราะกลุ่มพบว่าเฟซบุ๊กนั้นขายความลับของผู้ใช้ให้กับสำนักงานรัฐบาล พร้อมกับเปิดทางให้สำนักงานเหล่านี้สอดแนมผู้ใช้ได้ทุกคนทั่วโลก เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊กทุกคน กลุ่มจึงต้องการกำจัดเฟซบุ๊กทิ้งไปแทนที่จะปล่อยให้ชาวออนไลน์ต้องเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว

เนื้อความระบุว่า เฟซบุ๊กเป็นระบบเครือข่ายสังคมที่รู้เรื่องราวส่วนตัวของผู้ใช้มากกว่าที่คนในครอบครัวรู้ โดยในจดหมายแถลงการณ์ปริศนานั้นมีการแสดงลิงก์ของสำนักงาน ACLU ที่ประเมินว่าเฟซบุ๊กนั้นไม่มีการรักษาความเป็นส่วนตัวที่เพียงพอ รวมถึงนานาเสียงวิจารณ์ต่อกรณีที่เฟซบุ๊กดักจับข้อมูลในสมาร์ทโฟนของผู้ใช้ไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำหรับวันที่ 5 พฤศจิกายนนั้นถือเป็นวัน Guy Fawkes Day วันที่ชาวอังกฤษจะเฉลิมฉลองให้กับความล้มเหลวที่ Guy Fawkes พยายามจะเผารัฐสภาแดนผู้ดีเมื่อปี 1650 ซึ่งกลายเป็นพล็อตเรื่องนิยายกราฟฟิคของ Alan Moore อย่าง V for Vendetta ที่อุดมด้วยเรื่องราวเน้นสาระการเมืองและความแค้นที่ฝังลึกมานาน ตัวเอกของเรื่องหวังต่อต้านอำนาจรัฐ และโค่นล้มรัฐบาลฉ้อฉลเผด็จการเพื่อปลดปล่อยประเทศอังกฤษให้เป็นอิสระ

ที่ผ่านมา หน้ากาก Guy Fawkes ที่ตัวเอกของเรื่อง V for Vendetta ใส่เวลาปฏิบัติภารกิจนั้นถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม Anonymous มาตลอด ซึ่งแม้จะมีความเป็นไปได้ แต่ก็ยังไม่มีใครฟันธงว่าปฏิบัติการครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงตามเนื้อหาในวิดีโอ โดยวิดีโอดังกล่าวถูกโพสต์ไว้บนยูทูบตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา

****

ข้อความต้นฉบับจากวิดีโอข่มขู่เฟซบุ๊ก ขอบคุณข้อมูลจาก pcmag.com :


Attention citizens of the world,

We wish to get your attention, hoping you heed the warnings as follows:

Your medium of communication you all so dearly adore will be destroyed. If you are a willing hacktivist or a guy who just wants to protect the freedom of information then join the cause and kill facebook for the sake of your own privacy.

Facebook has been selling information to government agencies and giving clandestine access to information security firms so that they can spy on people from all around the world. Some of these so-called whitehat infosec firms are working for authoritarian governments, such as those of Egypt and Syria.

Everything you do on Facebook stays on Facebook regardless of your "privacy" settings, and deleting your account is impossible, even if you "delete" your account, all your personal info stays on Facebook and can be recovered at any time. Changing the privacy settings to make your Facebook account more "private" is also a delusion. Facebook knows more about you than your family.

http://www.physorg.com/news170614271.html

http://itgrunts.com/2010/10/07/facebook-steals-numbers-and-data-from-your-iphone/

You cannot hide from the reality in which you, the people of the internet, live in. Facebook is the opposite of the Antisec cause. You are not safe from them nor from any government. One day you will look back on this and realise what we have done here is right, you will thank the rulers of the internet, we are not harming you but saving you.

The riots are underway. It is not a battle over the future of privacy and publicity. It is a battle for choice and informed consent. It's unfolding because people are being raped, tickled, molested, and confused into doing things where they don't understand the consequences. Facebook keeps saying that it gives users choices, but that is completely false. It gives users the illusion of and hides the details away from them "for their own good" while they then make millions off of you. When a service is "free," it really means they're making money off of you and your information.

Think for a while and prepare for a day that will go down in history. November 5 2011, #opfacebook . Engaged.

This is our world now. We exist without nationality, without religious bias. We have the right to not be surveilled, not be stalked, and not be used for profit. We have the right to not live as slaves.

We are anonymous

We are legion

We do not forgive

We do not forget

Expect us

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โอละพ่อ ผลทดสอบ "ผู้ใช้ IE ไอคิวต่ำ" โกหกทั้งเพ

กลายเป็นเรื่องกุขึ้นเองสำหรับผลการศึกษาที่พบว่า ผู้ใช้เบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ตเอ็กซ์พลอเรอร์ (Internet Explorer : IE) มีระดับสติปัญญาหรือ IQ ที่ต่ำกว่าผู้ใช้เบราว์เซอร์ยี่ห้ออื่น โดยผู้ปล่อยข่าวลวงโลกรับสารภาพว่าไม่มีการสำรวจใดๆและบริษัทวิจัย Aptiquant ก็ไม่มีตัวตนจริง ระบุไม่ตั้งใจดูถูกหรือทำร้ายใคร แต่ต้องการสร้างความตื่นตัวเรื่องความเข้ากันไม่ได้ของเบราว์เซอร์ IE6 เท่านั้น

ในเว็บไซต์ Aptiquant.com บริษัทปลอมซึ่งถูกอุปโลกน์ชื่อว่าเป็นผู้สำรวจระดับ IQ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตตามเบราว์เซอร์ มีการโพสต์ข้อความสารภาพว่าได้เพิ่งเริ่มสร้างเว็บไซต์ขึ้นเมื่อกรกฎาคมปี 2011 ส่วนบริษัท AptiQuant นั้นไม่มีตัวตนจริง การสำรวจที่บริษัทอ้างมานั้นไม่เคยเกิดขึ้น และทั้งหมดถูกสร้างเพื่อให้เป็นเรื่องตลกเรื่องหนึ่งเท่านั้น

การสารภาพบนบล็อกของ Aptiquant นั้นมีการระบุว่าถูกสร้างโดยเว็บไซต์ AtCheap.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาสินค้าที่มีชื่อ Tarandeep Gill ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ติดต่อของเว็บไซต์แห่งนี้ โดย Gill ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปล่อยข่าวลวงโลก ตามที่สำนักข่าว BBC พบความไม่ชอบมาพากลของบริษัทชื่อแปลกแห่งนี้

สำนักข่าวบีบีซี รายงานเมื่อวันพุธที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ภาพพนักงานของเว็บไซต์แห่งนี้เป็นภาพที่ก็อปปี้มาจากเว็บไซต์อื่น โดยภาพต้นฉบับนั้นปรากฎในเว็บไซต์บริษัทวิจัยสัญชาติฝรั่งเศสนาม Central Test แต่มีการเปลี่ยนชื่อไป ซึ่ง Patrick Leguide ผู้ก่อตั้งบริษัท Central Test ระบุว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อนจนกระทั่งได้รับคำถามจากผู้สื่อข่าว โดยใน aptiquant.com ระบุชัดจนว่าบริษัทไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับ Central Test

ก่อนหน้านี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า โดเมนเนมของบริษัท AptiQuant นั้นเพิ่งถูกจดช่วงเดือน ก.ค. 2011 ถือว่าเร็วเกินไปหากบริษัทจะเป็นผู้ดำเนินการสำรวจ ซึ่งทั้งหมดบีบให้ Gill ออกมายอมรับว่าทั้งหมดเป็นเรื่องลวงที่หวังให้เป็นเรื่องตลกเท่านั้น

Gill ยังระบุด้วยว่า การใช้คำประเภท IQ ต่ำกว่า/ฉลาดน้อยกว่า นั้นไม่ได้มาจากเจตนาเพื่อจะดูถูกใคร แต่คำลักษณะนี้สามารถสร้างความสนใจกับสื่อมวลชนได้ดีกว่า โดยเหตุผลที่ทำให้เขาจงใจสร้างข่าวนี้คือความเข้ากันไม่ได้ของ IE6 นั้นเป็นสิ่งที่ขัดขวางนวัตกรรมใหม่บนโลกเว็บไซต์ ซึ่งทำให้ข่าวนี้เน้นโจมตี IE มากเหลือเกิน

Company Related Link :
Aptiquant

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 สิงหาคม 2554 12:47 น.