วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ธรรมดาซะที่ไหน! พี่จีนเปิดตัวโน้ตบุ๊กฝาแฝด MacBook Air

หลังจากที่เคยสร้างความฮือฮาด้วยการเปิดร้านแอปเปิลสโตร์ ในคุนหมิงประเทศจีนจนสร้างความฮือฮาไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ต คราวนี้พี่จีนขอโชว์เทพอีกครั้งด้วยการเปิดตัวโน้ตบุ๊กตัวใหม่นามว่า AirBook ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ MacBook Air ชนิดที่ว่าสามารถเรียกเป็นฝาแฝดได้เลยทีเดียว

คงไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะมีความสามารถในการก๊อปปี้งานได้เหมือนกับต้นฉบับได้เท่ากับประเทศจีนอีกแล้ว เมื่อเว็บไซต์ MIC Gadget ได้รีวิวภาพและวิดีโอพร้อมสเปกของ AirBook โน้ตบุ๊กฝาแฝดเวอร์ชันก๊อปปี้แคทของ MacBook Air ของแอปเปิลชนิดที่ว่าต้องดูกันหลายตลบถึงจะดูออกว่านี่เป็นของปลอม

สำหรับ AirBook ของจีนที่ลอกเลียนแบบ MacBook Air นั้นนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกจะมีความคล้ายคลึงกันแล้ว ขนาดรอบตัวเครื่องและน้ำหนักก็ยังใกล้เคียงกับ MacBook Air ของจริงอีกด้วย โดยขนาดรอบตัวเครื่องของ AirBook อยู่ที่ 13.1 x 8.83 x 0.75 นิ้ว น้ำหนัก 3.1 ปอนด์ (1.41 กิโลกรัม) ด้านวัสดุประกอบงานใช้เป็นแบบพลาสติกยูนิบอดี้ หรือวัสดุประกอบชิ้นเดียว ส่วนระบบปฏิบัติการ AirBook ใช้เป็น Windows 7 ไม่ใช่ Mac OS X แต่อย่างใด ซึ่งนี่คือจุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดอีกจุดหนึ่งถ้าหากให้เทียบกับระหว่าง AirBook และ MacBook Air

อย่างไรก็ตามสเปกภายในของ AirBook จะมาพร้อมหน่วยประมวลผลอะตอม ดูอัล-คอร์ ความเร็ว 1.8GHz, RAM 4GB ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสเปกโน้ตบุ๊กที่แรงพอสมควรเลยทีเดียว

ทั้งนี้ AirBook จะเคาะราคาจำหน่ายที่ 499 เหรียญฯ คิดเป็นเงินไทยราว 15,500 บาท แต่ไม่แน่ใจว่า AirBook จะวางจำหน่ายได้อีกนานเพียงใด เพราะโน้ตบุ๊กเครื่องนี้ดันเลียนแบบทุกสิ่งอย่างของ MacBook Air และรวมไปถึงโลโก้ผลแอปเปิลแหว่งด้านหลังด้วย

หากว่าต้องการจะรับชมว่า AirBook จะหน้าตาเหมือนกับ MacBook Air ขนาดไหน ติดตามชมต่อได้จากคลิปด้านล่างได้เลยครับ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 ธันวาคม 2554 12:49 น.

Google Maps เวอร์ชันใหม่ ดึงแผนที่อาคารสู่มือถือ

ต้องยกนิ้วให้สำหรับทีมพัฒนาบริการแผนที่ของกูเกิล "กูเกิลแม็ปส์ (Google Maps)" ซึ่งสามารถพัฒนาความสามารถใหม่ได้อย่างมีประโยชน์ ที่ผ่านมา ชาวออนไลน์สามารถดูแผนที่ทั่วโลกได้ทุกตารางนิ้วแต่กลับไม่สามารถดูแผนที่ในอาคารที่ยืนอยู่ได้ กระทั่งวันนี้ที่ Google Maps 6.0 แจ้งเกิด

Google Maps 6.0 for Android นั้นเพิ่งเปิดตัวเมื่อวันอังคารที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ ความสามารถใหม่ที่โดดเด่นคือ indoor mapping หรือการแสดงแผนที่ในอาคาร (Floor Plan) แน่นอนว่าบริการนี้กูเกิลต้องจับมือเป็นพันธมิตรกับอาคารบางแห่งในสหรัฐฯในช่วงเริ่มต้น โดยรายงานระบุว่ากูเกิลได้เจรจากับบริษัทธุรกิจและผู้ให้บริการสาธารณะหลายแห่ง

Google Maps 6.0 for Android คือระบบแผนที่สำหรับอุปกรณ์แอนดรอยด์พกพาทั้งสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ผู้ใช้จะสามารถดูแผนผังอาคารโดยสลับผังไปมาระหว่างชั้น (หากอาคารนั้นมีหลายชั้น) ภายในผังจะชี้ตำแหน่งข้อมูลที่จำเป็นเช่นจุดให้บริการห้องน้ำ ตู้กดเงินสดเอทีเอ็ม รวมถึงร้านค้าในอาคาร

ชัดเจนว่า Google Maps 6.0 for Android จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่อยู่ในอาคารขนาดใหญ่เท่านั้น โดยเฉพาะในสนามบินที่นักท่องเที่ยวมักไม่คุ้นทาง รายงานจาก Wired.com ชี้ว่ากูเกิลได้ร่วมมือกับ สนามบิน San Francisco International และ O’Hare ในชิคาโก เพื่อให้บริการแล้ว พร้อมกับธุรกิจอีกประมาณ 25 บริษัทเช่น Macy และ Bloomingdale ซึ่งมีร้านค้าปลีกในเครือมากมายนับไม่ถ้วน

อย่างไรก็ตาม ระบบแผนผังอาคารของ Google Maps 6.0 for Android จะไม่สามารถทำงานร่วมกับระบบระบุพิกัด GPS ได้เนื่องจากชั้นคอนกรีตหนาในอาคาร จุดนี้ Steve Lee ผู้จัดการโครงการกูเกิลแม็ปส์ยอมรับว่า GPS ไม่สามารถทำงานในอาคารได้เสถียรพอ กูเกิลจึงต้องหันมาใช้เทคโนโลยีเก่าอย่าง ‘blue dot’ ซึ่งเคยนำมาใช้พัฒนาระบบนำทางของกูเกิลมาก่อน ทำให้ระบบสามารถรับรู้ตำแหน่งของผู้ใช้ในอาคารได้ในระยะสั้นราว 5-10 เมตร

นอกจากสหรัฐฯ กูเกิลเปิดตัวบริการแผนผังอาคารในญี่ปุ่นด้วย โดยครอบคลุมข้อมูลแผนผังรถไฟใต้ดินในโตเกียว และศูนย์การค้าหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวหน้าใหม่ต้องพึ่งแผนที่ทุกราย จุดนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า Google Maps 6.0 for Android ไม่ครอบคลุมเส้นทางการขนส่งของสหรัฐฯ

และที่พลาดไม่ได้ กูเกิลได้เปิดชุดเครื่องมือเบต้าเวอร์ชันเพื่อให้ธุรกิจได้ทดลองอัปโหลดแผนผังอาคารขึ้นสู่ฐานข้อมูลของกูเกิลแม็ปส์ ซึ่งแม้จะต้องใช้เวลาอีกระยะ แต่แน่นอนว่ากูเกิลวางเดิมพันว่าบริษัทธุรกิจที่มีหน้าร้านทั้งน้อยและใหญ่จะต้องสนใจคุณสมบัตินี้

Google Maps 6.0 for Android เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วที่ Android Market สำหรับโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android version 2.1 ขึ้นไป

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 พฤศจิกายน 2554 09:26 น.

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ARM โชว์ชิปใหม่เพื่อสมาร์ทโฟน 3,000 บาท ขีดเส้นพร้อมรบปี 2013

บริษัท ARM ผู้ออกแบบชิปอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติอังกฤษ เปิดตัวโครงสร้างการออกแบบชิปใหม่สำหรับใช้ในสมาร์ทโฟนราคาประหยัดในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ชูความสำเร็จต้นทุนต่ำ-ให้พลังสูง-ประหยัดพลังงานได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนยุคนี้ คาดสามารถนำไปใช้ในการผลิตสมาร์ทโฟนราคาต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3,000 บาทได้ภายในปี 2013

ARM ให้ชื่อเรียกผลงานการออกแบบชิปใหม่นี้ว่า Cortex-A7 โดยการันตีว่าสามารถให้พลังการประมวลผลเทียบเท่ากับสมาร์ทโฟนระดับสูงหรือไฮเอนด์ในปัจจุบัน แต่สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าถึง 5 เท่าตัว ทั้งหมดนี้ทำให้ Cortex-A7 คือหน่วยประมวลผลสำหรับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพด้านการบริหารพลังงานมากที่สุดในยุคนี้

วอร์เรน อีสต์ (Warren East) ซีอีโอ ARM ยอมรับว่า ระดับการประมวลผลของสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ในยุคนี้ จะกลายเป็นความสามารถของสมาร์ทโฟนระดับต่ำกว่าหรือ lower-end ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ความสามารถมากมายถูกบรรจุในสมาร์ทโฟนราคาต่ำลงตามไปด้วย

"ชิป Cortex-A7 จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถตอบความต้องการของผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวน 1 พันล้านถัดไปในตลาดกำลังพัฒนาได้"

ชิป Cortex-A7 ถูกออกแบบบนเทคโนโลยีการผลิต 28 นาโนเมตร สามารถทำงานร่วมกับชิปรุ่นใหม่ประสิทธิภาพสูงของ ARM อย่าง Cortex-A15 ได้ ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสามารถติดตั้งชิปในชิ้นส่วนเดียวได้แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งทั้งหมดนี้ ARM อ้างว่าจะทำให้สมาร์ทโฟนราคาประหยัดยุคหน้า สามารถลดการผลาญแบตเตอรี่ได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ราคาแพงในยุคนี้ถึง 70%

ซีอีโอ ARM มั่นใจว่า Cortex-A7 จะช่วยให้ ARM สามารถทิ้งห่างจากคู่แข่งแดนลุงแซมอย่างอินเทล (Intel) ได้ไกลในเรื่องของประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้ความหวังในการรุกตลาดสมาร์ทโฟนของอินเทลเลือนลางลงไป สวนทางกับภาพผู้นำในตลาดชิปสำหรับคอมพิวเตอร์โลกอย่างเห็นได้ชัด

คาดว่าโลกจะได้เห็นสมาร์ทโฟนราคาประหยัดประสิทธิภาพสูงหลากหลายแบรนด์ในช่วง 2 ปีข้างหน้า เนื่องจาก ARM เปิดเผยว่าได้เซ็นสัญญาแล้วกับ 10 พันธมิตรที่จะผลิตชิป Cortex-A7 โดยหนึ่งในนั้นคือซัมซุง (Samsung) และทีไอ (Texas Instruments) สำหรับชิป Cortex-A15 ผลการออกแบบรุ่นล่าสุดของ ARM ในขณะนี้นั้นมีการเจรจากับพันธมิตรด้านลิขสิทธิการผลิตแล้วกว่า 14 ราย

Company Related Link :
ARM

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 ตุลาคม 2554 10:28 น.

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

AMD ลุยชิป 8 คอร์เพื่อคอมพ์ตั้งโต๊ะ

เอเอ็มดี (Advanced Micro Devices) เปิดตัวชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะตัวแรกซึ่งมาพร้อมแกนประมวลผล 8 คอร์บนสถาปัตยกรรม Bulldozer ใหม่ล่าสุด ความเร็วสูงสุดการันตีที่ 4.2GHz ท่ามกลางเสียงวิจารณ์แง่ลบว่าไม่สามารถชนกับคู่แข่งตลอดกาลอย่างอินเทลได้

ชิป 8 คอร์ใหม่ล่าสุดของเอเอ็มดีจะถูกรวมอยู่ในซีรียส์ FX ซึ่งเอเอ็มดีเคยเปิดตัวมาก่อนหน้านี้โดยมุ่งกลุ่มคอเกมเป็นหลัก ครั้งนี้เอเอ็มดีระบุชัดเจนว่าผู้ใช้จะสามารถปรับแต่งชิปใหม่ล่าสุดได้ตามต้องการ บนความเร็วและประสิทธิภาพที่เหนือกว่าชิป FX รุ่นก่อนหน้าถึง 50%

เอเอ็มดีระบุว่าชิป FX-8150 ใหม่นี้เริ่มเปิดจำหน่ายแล้วเมื่อสัปดาห์ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ความเร็ว 3.6GHz สามารถเพิ่มเป็น 4.2GHz หากทำงานในโหมดเทอร์โบ สนนราคาชิปใหม่อยู่ที่ 245 เหรียญ หรือประมาณ 7,600 บาท

นี่คือความเคลื่อนไหวล่าสุดของเอเอ็มดี หลังจากที่เดือนกันยายนที่ผ่านมา เอเอ็มดีได้เปิดสาธิตการทำงานของชิป FX 8 คอร์ประมวลผลที่ทำงานความเร็วสูง 8.429GHz ซึ่งเอเอ็มดีอ้างว่าเป็นชิปสถิติโลกที่ไม่มีใครเทียบได้เรื่องความเร็ว และยังไม่มีการเผยรายละเอียดการจำหน่ายใดๆ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีจำนวนคอร์ประมวลผลที่มากถึง 8 คอร์ซึ่งการันตีความเร็วและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น แต่ชิปใหม่ของเอเอ็มดีกลับถูกวิจารณ์จากสื่อไอทีซึ่งนำชิปไปทดสอบเทียบกับชิปสถาปัตยกรรม Sandy Bridge ของอินเทล ว่าน่าผิดหวังเพราะสามารถทำคะแนนได้น้อยกว่าในการทดสอบหลายคุณสมบัติ

ชิปคู่แข่งโดยตรงของชิป FX รุ่นใหม่ของเอเอ็มดีคือ Core i7-990X Core Extreme Edition ซึ่งเป็นชิป 6 คอร์ของอินเทลแต่มีราคาขายที่ 999 เหรียญ หรือประมาณ 30,000 บาท โดยใน 2-3 เดือนนับจากนี้ อินเทลมีคิวเปิดตัวชิป Extreme Edition ซึ่งพัฒนาบน Sandy Bridge คาดว่าคอเกมทั่วโลกจะหวั่นไหวไปกับการแข่งขันดุเดือดระหว่าง 2 ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก

Company Related Link :
Amd

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 ตุลาคม 2554 08:12 น.

"เดนนิส ริตชี่" บิดาภาษา C และผู้ร่วมสร้าง Unix ลาโลกแล้ว

เดนนิส ริตชี่ (Dennis Ritchie) ผู้สร้างโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ "ภาษาซี (C programming language)" ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างระบบปฏิบัติการ "ยูนิกซ์ (Unix)" ลาโลกแล้วด้วยวัย 70 ปี ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญอีกคนในวงการไอทีเพราะผลงานของริตชี่นั้นเป็นรากฐานสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งตั้งโต๊ะและพกพาในปัจจุบัน

ภาษาซีนั้นเป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกเปิดตัวพร้อมกับไมโครโปรเซสเซอร์ Intel 4004 ของอินเทลช่วงปี 1971 ด้วยฐานะส่วนหนึ่งของระบบการประมวลผลยุคใหม่ ระยะแรก ภาษาซียังไม่เป็นที่แพร่หลายจนกระทั่งกลางยุค 70 ภาษาซีสามารถพิสูจน์ตัวเองและครองใจนักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่เลือกใช้ภาษาซีเพื่อเขียนโปรแกรมซึ่งสามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ประหยัดพลังงาน และไม่ซับซ้อนยุ่งยาก

ผู้สร้างภาษาซีนั้นเสียชีวิตแล้วตั้งแต่วันพุธที่ 12 ตุลาคมบนคำยืนยันจากศูนย์ปฏิบัติการ Alcatel-Lucent Bell Labs ของอัลคาเทลลูเซนต์ซึ่งออกประกาศในวันพฤหัสบดี (13) ที่ผ่านมา โดยระบุเพียงว่าริตชี่ต้องต่อสู้กับโรคร้ายมาเป็นเวลานาน หลังจากที่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการสร้างซอฟต์แวร์ที่เพิ่มความเสรีให้นักเขียนโปรแกรมสามารถสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริงโดยไม่ต้องยุ่งยากและเสียเวลา

ทั้งหมดนี้ จีออง คิม (Jeong Kim) ประธาน Alcatel-Lucent Bell Labs ยกย่องว่าริตชี่จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ร่วมงานในอัลคาร์เทลต่อไป ซึ่งไม่ใช่เพียงเพราะคุณความดีที่ริตชี่สร้างไว้ แต่เป็นเพราะริตชี่คือเพื่อน, นักประดิษฐ์ และคนดีแสนสมถะที่ควรค่าแก่การเป็นแบบอย่าง

เดนนิส ริตชี่ หรือ Dennis MacAlistair Ritchie นั้นเกิดที่เมือง Bronxville มลรัฐนิวยอร์กเมื่อวันที่ 9 กันยายน 1941 จากนั้นจึงย้ายไปเมืองนิวเจอร์ซีย์ตามคุณพ่อที่ทำงานเป็นวิศวกรระบบสวิตชิงให้กับบริษัท Bell Laboratories หนุ่มน้อยริตชี่เรียนดีจนสามารถเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และสำเร็จปริญญาด้านฟิซิกส์ในปี 1963

ที่ฮาร์วาร์ดนี้เองซึ่งทำให้ริตชี่มีความสนใจในคอมพิวเตอร์ การเข้าร่วมฟังบรรยายสอนเกี่ยวกับเครื่อง Univac 1 จุดประกายริตชี่อย่างจังและเป็นแรงบันดาลใจให้ริตชี่สมัครเข้าเรียนที่สถาบัน MIT (Massachusetts Institute of Technology) ในเวลาต่อมา

MIT ได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งแรกๆของโลกในการพัฒนาคอมพิวเตอร์เมนเฟรมให้เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและมีราคาประหยัดกว่า โดยในปี 1967 บริษัท Bell Labs ก็สามารถพัฒนาทรานซิสเตอร์ (transistor) ซึ่งเป็นเบื้องหลังสำคัญของการผลิตชิปคอมพิวเตอร์สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในช่วงตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ทำให้ริตชี่เข้าร่วมโครงการสร้างระบบปฏิบัติการแนวคิดใหม่ Multics ของ Bell Labs พร้อมกับเคนเน็ธ ทอมป์สัน (Kenneth Thompson) ซึ่งกลายเป็นผู้ร่วมสร้างระบบปฏิบัติการ Unix ในเวลาต่อมา

บทบาทสำคัญของริตชี่คือการสร้างโปรแกรมภาษาซี ซึ่งสามารถทำให้ฮาร์ดแวร์สามารถสื่อสารกันได้ง่ายและเร็วขึ้นกว่าโปรแกรมภาษาอื่นในอดีต โดยภาษาซีทำให้นักพัฒนาสามารถเรียนรู้ระบบปฏิบัติการเดียว, เครื่องมือตัวเดียว และภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมภาษาเดียวแต่สามารถจัดการฮาร์ดแวร์ข้ามระบบได้ แนวคิดเหล่านี้กลายเป็นรากฐานของการเขียนโปรแกรมในยุคปัจจุบันในที่สุด

กูรูไอทีผู้ล่วงลับรายนี้ดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยซอฟต์แวร์ของ Lucent Technology Systems ก่อนจะเกษียนตัวเองในปี 2007 โดยรางวัลที่ริตชี่เคยได้รับร่วมกับผู้ร่วมสร้าง Unix อย่างทอมป์สันได้แก่ ACM Turing Prize ในปี 1983 และรางวัล US National Medal of Technology ในปี 1998

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 ตุลาคม 2554 07:50 น.

"เดนนิส ริตชี่" บิดาภาษา C และผู้ร่วมสร้าง Unix ลาโลกแล้ว

เดนนิส ริตชี่ (Dennis Ritchie) ผู้สร้างโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ "ภาษาซี (C programming language)" ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสร้างระบบปฏิบัติการ "ยูนิกซ์ (Unix)" ลาโลกแล้วด้วยวัย 70 ปี ถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญอีกคนในวงการไอทีเพราะผลงานของริตชี่นั้นเป็นรากฐานสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งตั้งโต๊ะและพกพาในปัจจุบัน

ภาษาซีนั้นเป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกเปิดตัวพร้อมกับไมโครโปรเซสเซอร์ Intel 4004 ของอินเทลช่วงปี 1971 ด้วยฐานะส่วนหนึ่งของระบบการประมวลผลยุคใหม่ ระยะแรก ภาษาซียังไม่เป็นที่แพร่หลายจนกระทั่งกลางยุค 70 ภาษาซีสามารถพิสูจน์ตัวเองและครองใจนักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั่วโลกที่เลือกใช้ภาษาซีเพื่อเขียนโปรแกรมซึ่งสามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์เคลื่อนที่ ประหยัดพลังงาน และไม่ซับซ้อนยุ่งยาก

ผู้สร้างภาษาซีนั้นเสียชีวิตแล้วตั้งแต่วันพุธที่ 12 ตุลาคมบนคำยืนยันจากศูนย์ปฏิบัติการ Alcatel-Lucent Bell Labs ของอัลคาเทลลูเซนต์ซึ่งออกประกาศในวันพฤหัสบดี (13) ที่ผ่านมา โดยระบุเพียงว่าริตชี่ต้องต่อสู้กับโรคร้ายมาเป็นเวลานาน หลังจากที่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการสร้างซอฟต์แวร์ที่เพิ่มความเสรีให้นักเขียนโปรแกรมสามารถสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริงโดยไม่ต้องยุ่งยากและเสียเวลา

ทั้งหมดนี้ จีออง คิม (Jeong Kim) ประธาน Alcatel-Lucent Bell Labs ยกย่องว่าริตชี่จะยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ร่วมงานในอัลคาร์เทลต่อไป ซึ่งไม่ใช่เพียงเพราะคุณความดีที่ริตชี่สร้างไว้ แต่เป็นเพราะริตชี่คือเพื่อน, นักประดิษฐ์ และคนดีแสนสมถะที่ควรค่าแก่การเป็นแบบอย่าง

เดนนิส ริตชี่ หรือ Dennis MacAlistair Ritchie นั้นเกิดที่เมือง Bronxville มลรัฐนิวยอร์กเมื่อวันที่ 9 กันยายน 1941 จากนั้นจึงย้ายไปเมืองนิวเจอร์ซีย์ตามคุณพ่อที่ทำงานเป็นวิศวกรระบบสวิตชิงให้กับบริษัท Bell Laboratories หนุ่มน้อยริตชี่เรียนดีจนสามารถเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และสำเร็จปริญญาด้านฟิซิกส์ในปี 1963

ที่ฮาร์วาร์ดนี้เองซึ่งทำให้ริตชี่มีความสนใจในคอมพิวเตอร์ การเข้าร่วมฟังบรรยายสอนเกี่ยวกับเครื่อง Univac 1 จุดประกายริตชี่อย่างจังและเป็นแรงบันดาลใจให้ริตชี่สมัครเข้าเรียนที่สถาบัน MIT (Massachusetts Institute of Technology) ในเวลาต่อมา

MIT ได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งแรกๆของโลกในการพัฒนาคอมพิวเตอร์เมนเฟรมให้เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและมีราคาประหยัดกว่า โดยในปี 1967 บริษัท Bell Labs ก็สามารถพัฒนาทรานซิสเตอร์ (transistor) ซึ่งเป็นเบื้องหลังสำคัญของการผลิตชิปคอมพิวเตอร์สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในช่วงตลอดเวลาที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้ทำให้ริตชี่เข้าร่วมโครงการสร้างระบบปฏิบัติการแนวคิดใหม่ Multics ของ Bell Labs พร้อมกับเคนเน็ธ ทอมป์สัน (Kenneth Thompson) ซึ่งกลายเป็นผู้ร่วมสร้างระบบปฏิบัติการ Unix ในเวลาต่อมา

บทบาทสำคัญของริตชี่คือการสร้างโปรแกรมภาษาซี ซึ่งสามารถทำให้ฮาร์ดแวร์สามารถสื่อสารกันได้ง่ายและเร็วขึ้นกว่าโปรแกรมภาษาอื่นในอดีต โดยภาษาซีทำให้นักพัฒนาสามารถเรียนรู้ระบบปฏิบัติการเดียว, เครื่องมือตัวเดียว และภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมภาษาเดียวแต่สามารถจัดการฮาร์ดแวร์ข้ามระบบได้ แนวคิดเหล่านี้กลายเป็นรากฐานของการเขียนโปรแกรมในยุคปัจจุบันในที่สุด

กูรูไอทีผู้ล่วงลับรายนี้ดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นหัวหน้าฝ่ายวิจัยซอฟต์แวร์ของ Lucent Technology Systems ก่อนจะเกษียนตัวเองในปี 2007 โดยรางวัลที่ริตชี่เคยได้รับร่วมกับผู้ร่วมสร้าง Unix อย่างทอมป์สันได้แก่ ACM Turing Prize ในปี 1983 และรางวัล US National Medal of Technology ในปี 1998

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 ตุลาคม 2554 07:50 น.

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แอปเปิลส่งอัปเดต iOS 5 ลงไอโฟน ไอแพด อย่างเป็นทางการ

ตามกำหนดการที่ทางแอปเปิลเปิดเผยในงาน "Let's Talk iPhone" ว่าจะพร้อมปล่อยอัปเดต iOS 5 สำหรับ ไอโฟน 3Gs ไอโฟน 4 ไอพอด ทัช รุ่น 3 และ รุ่น 4 รวมถึง ไอแพด 1 และ 2 ในวันที่ 12 ตุลาคม ล่าสุดทางแอปเปิลก็พร้อมเปิดอัปเดต iOS 5 อย่างเป็นทางการแล้ววันนี้

โดยการอัปเดต iOS 5 ในครั้งนี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ เพราะทางแอปเปิลได้เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานและพัฒนาฟีเจอร์ใหม่เพิ่มเข้ามาจาก iOS เวอร์ชัน 4 โดยส่วนที่เด่นที่สุดจะอยู่ที่การเพิ่มระบบ iCloud ที่ใช้ในการสำรองข้อมูลจำพวก เบอร์โทรศัพท์ รูปภาพ ไฟล์เซฟต่างๆ และการทำให้อุปกรณ์ iOS Device เป็น PC Free หรืออีกความหมายคือ "ไม่จำเป็นต้องพึ่ง iTunes ก็สามารถจัดการเอกสาร รูปภาพ รวมถึงติดตั้งหรือสำรองข้อมูล ในเครื่องได้ด้วยตัวเอง"

สำหรับในส่วนของคุณสมบัติเด่นอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาใน iOS 5 มีดังนี้

- iMessage หรือแอปฯ ที่ใช้ในการส่งข้อความลักษณะ iOS to iOS messaging ผ่านสัญญาณดาต้าแบบเดียวกับ BBM ของ BlackBerry และ WhatsApp
- Notification Center หรือระบบแจ้งเตือนข้อความแบบใหม่ ที่จะใช้ลักษณะดึงจากขอบจอบนลงล่าง อีกทั้งใน iOS 5 ยังมาพร้อมระบบ Push แจ้งเตือนแบบใหม่ ที่จะไม่รบกวนผู้ใช้ระหว่างใช้งานแอปฯ หรือเล่นเกมเหมือนกับใน iOS เวอร์ชันก่อน
- Newsstand หรือชั้นวางหนังสือ ที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด E-Book หรือหนังสือพิมพ์ออนไลน์มาติดตั้งไว้ พร้อมการอัปเดตที่จะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ
- Reminders หรือแอปฯ ช่วยในการจดบันทึกสิ่งที่ต้องทำ (To-Do Lists) ในแต่ละวันหรือแต่ละชั่วโมง
- Twitter ใน iOS 5 จะมีการผนวกรวมทวิตเตอร์ไปกับแอปฯ พื้นฐานที่ผู้ใช้สามารถกดแชร์เพจหรือรูปภาพไปยัง Timeline ทวิตเตอร์ของผู้ใช้ได้
- Camera on Lock Screen สำหรับผู้ใช้ไอโฟน เมื่ออยู่หน้าโฮมสามารถกดปุ่มโฮม 2 ครั้งเพื่อเรียกใช้งานกล้องถ่ายภาพได้ทันที นอกจากนั้นในส่วนของการถ่ายภาพ ผู้ใช้ยังสามารถใช้ปุ่มเพิ่มระดับเสียงแทนปุ่มชัตเตอร์ได้
- Photo Editing ในส่วนของ Photos ผู้ใช้สามารถตกแต่งภาพที่ถ่ายได้ตั้งแต่ครอปภาพ แก้ตาแดงหรือปรับ Auto Enhance
- Phone Recents Edit ใน iOS 5 ผู้ใช้สามารถกดลบเบอร์โทรศัพท์ทีละเบอร์โทรได้แล้ว
- Add New Album to Photos App ในส่วน Photos App ผู้ใช้สามารถสร้างและจัดอัลบั้มใหม่ พร้อมความสามารถในการลบและย้ายภาพได้ตามต้องการ
- Over-the-air updates เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้ผู้ใช้สามารถอัปเดต iOS ได้โดยตรงจากเครื่อง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่ง iTunes
- Safari Tab (iPad) ในแอปฯ Safari บนไอแพดจะมีการเพิ่มแท็บเข้ามาให้ใช้งานได้สะดวกขึ้น รวมถึงมีการเพิ่มหน้า Reader View เข้ามาเช่นกัน
- Restore from iCloud การ Restore ข้อมูลกลับมาบน iDevice สามารถทำผ่านระบบคลาวด์และอินเตอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องพึ่งไอจูน
- iTunes WiFi Sync สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสำรองข้อมูลไว้ใน iTunes ก็สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้สายซิงค์อีกต่อไป แต่สามารถซิงค์ข้อมูลผ่าน WiFi ได้ทันที

ส่วนการอัปเดต iOS 5 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจาก iTunes โดยต้องอัปเดต iTunes เป็นเวอร์ชันล่าสุด 10.5 ก่อนถึงจะสามารถอัปเดต iOS 5 ได้

**แอปฯ บน "App Store" พร้อมใจอัปเดตรองรับ iOS 5**

หลังจากการปล่อยอัปเดต iOS 5 อย่างเป็นทางการไม่ถึง 10 นาที เหล่าบรรดาผู้พัฒนาแอปฯ บน App Store ก็พร้อมใจกันปล่อยอัปเดตแอปฯ ของตนใหม่ ให้รองรับกับการใช้งานบนระบบปฏิบัติการ iOS 5 โดยส่วนใหญ่จะเป็นการอัปเดตเพื่อรองรับการใช้งานมากกว่า เช่น Viber, Evernote แต่บางแอปฯ กลับมีการดึงคุณสมบัติใหม่ๆ บน iOS 5 มาใช้ ยกตัวอย่างเช่น

แอปฯ Foursquare ที่อัปเดตเวอร์ชัน 4.0 รองรับระบบ Radar ที่เป็นการดึงความสามารถในเรื่องระบบแจ้งเตือนของ iOS 5 มาใช้ โดย Radar จะเป็นเหมือนการที่เรามาร์คสถานที่ไว้ว่าจะไปที่ใด ซึ่งเมื่อผู้ใช้เดินทางเข้าใกล้สถานที่นั้นระบบจะแจ้งเตือนให้เราทราบทันทีแบบอัตโนมัติ

หรือในส่วนของแอปฯ HootSuite ที่สามารถดึงระบบโพสต์ทวิตเตอร์ไปรวมกับระบบแชร์ทวิตเตอร์บน iOS 5 ได้..........

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 ตุลาคม 2554 03:23 น.


วันอังคารที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ไมโครซอฟท์ดิ้นหนีตาย โฟกัสคอนซูเมอร์มากขึ้น

ไมโครซอฟท์ไทย ปรับวิสัยทัศน์ตามบริษัทแม่ มุ่งหน้าสู่ เซอร์วิส คัมพานี หวังลบภาพบริษัทขายซอฟต์แวร์ให้ได้ภายใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมเปิดวิสัยทัศน์ในไทย สร้างฟุตพรินต์เทคโนโลยีเข้าถึงคนไทย 70 ล้านคน

นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่าในปีงบประมาณที่ผ่านมาของไมโครซอฟท์ประเทศไทยถือว่า เติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยตัวเลข 2 หลักโดยยังคงเป็นผู้นำด้านคลาวด์ คอมพิวติ้ง เห็นได้จากมีผู้ใช้วินโดวส์ ไลฟ์ในไทยถึง 11.8 ล้านคน ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน ขณะที่วินโดวส์ โฟน มีผู้ใช้ราว 235,000 เครื่อง และผู้ใช้ไมโครซอฟท์ เอ็กซ์พลอเลอร์อยู่ 13.5 ล้านคน มีจำนวนผู้ใช้พีซีที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ถึง 19.1 ล้านคน และในจำนวนนั้น มีผู้ใช้งานโปรแกรมออฟฟิศอยู่ 2.79 ล้านไลเซนส์ ในขณะที่คนไทยมีการใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์อยู่ทั้งหมด 16.7 ล้านคน

'กิจกรรมที่ไมโครซอฟท์ทำให้กับสังคมไทยในแต่ละปี ในหลากหลายโปรแกรมนั้น เท่ากับว่าคนไทยได้มีโอกาสสัมผัสหรือใช้งานผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ในเวลานี้ถึง 63.8 ล้านคน ซึ่งถือว่าไมโครซอฟท์มีพื้นฐานในไทยที่กว้างมาก'

สำหรับทิศทางของไมโครซอฟท์ในไทยอีก 3 ปีข้างหน้า จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของไมโครซอฟท์ โดยซีอีโอ 'สตีฟ บัลเมอร์' ต้องการให้ไมโครซอฟท์ก้าวสู่เซอร์วิสคัมพานี โดยเปลี่ยนภาพลักษณ์ จากเดิมที่หลายคนมองว่า ไมโครซอฟท์เป็นซอฟท์แวร์คัมพานี นั่นจึงเป็นที่มาของวิสัยทัศน์ We Make 70 Million Lives Better ที่ไมโครซอฟท์จะสัมผัสกับคนไทยถึง 70 ล้านคนภายใน 3 ปีข้างหน้า สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจของไมโครซอฟท์ที่ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อมอบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ

ในปีงบประมาณ 2012 ไมโครซอฟท์จะมุ่งเข้าสู่ตลาดคอมซูเมอร์มากยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ไมโครซอฟท์เริ่มทำแล้วในบางเรื่อง เช่น เรื่องสถานที่ (Location) เป็นกระแสนิยมที่ผู้คนสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา ประกอบกับการใช้งานสมาร์ทโฟนที่แสดงสถานที่ใช้งาน ทำให้ธุรกิจต่างๆ สามารถให้บริการแก่ผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่ตรงกับความต้องการ

ในต้นปีหน้า ไมโครซอฟท์ จะเปิดตัวสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ โฟน เวอร์ชัน 7.5 หรือที่รู้จักในชื่อ 'แมงโก้' และจะเห็นมาร์เกตเพรสที่พัฒนาเป็นภาษาไทยช่วงสิ้นปีหน้า

'ตลาดสมาร์ทโฟนในไทยยังเพิ่งเริ่มต้นเวลานี้มีผู้ใช้อยู่ประมาณ 2.5 ล้านเครื่องเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ช้าที่ไมโครซอฟท์จะเข้ามาทำตลาดในไทยปีหน้า'

นอกจากนี้ โซเชียล คอมพิวติ้ง ที่เป็นการประมวลผลแบบสังคมช่วยให้คนติดต่อสื่อสาร มีการทำกิจกรรมแบบเวิร์กแอนด์เพลย์ร่วมกันในรูปแบบอวตารได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงการให้บริการคลาวด์ คอมพิวตี้งในแบบแมส ซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ของฮอตเมลที่จะพร้อมใช้งานในวันที่ 3 ต.ค.54 ในเรื่องของสแปมเมลที่จะลดลงไปได้ถึง 33% รวมไปถึงการเพิ่มพื้นที่สตอเรจในการเก็บข้อมูลที่จะไม่จำกัด และในต้นปีหน้า จะมีการเปิดตัวบริการ ออฟฟิศ 386 ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ของไมโครซอฟท์ที่อยู่ในรูปแบบคิดตามการใช้งานสำหรับตลาดคอนซูเมอร์ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบริการที่ไมโครซอฟท์ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์อย่างกลุ่มทรู

ตามมาด้วยการเปิดแคมเปญใหญ่ของไมโครซอฟท์ช่วงเดือนม.ค.ปีหน้า เพื่อส่งเสริมให้คนไทยใกล้ชิดกันมากขึ้นด้วยเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ ไม่ว่าจะเป็นวินโดวส์ ออฟฟิศ วินโดวส์โฟน วินโดวส์ ไลฟ์ พร้อมกันนี้ยังจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อย่าง บิง และ คินเน็ค เอ็กซ์บ็อกซ์ แต่ความชัดเจนของเครื่องเล่นเกมอย่างเอ็กซ์บ็อก 360 ในไทยนั้น คาดว่าจะเห็นในเฟสถัดไป หลังวันนี้ไมโครซอฟท์ได้เปิดตัวไปแล้ว 30 ประเทศ

'รายได้ของไมโครซอฟท์ระหว่างกลุ่มตลาดเอนเตอร์ไพรส์ กับคอนซูเมอร์ในไทย ภายใน 2-3 ปีข้างหน้านั้น จะมีสัดส่วนมาจากกลุ่มเอนเตอร์ไพรส์ 2 ใน 3 ที่เหลือจะเป็นกลุ่มคอนซูเมอร์'

Company Related Link :
Microsoft


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 ตุลาคม 2554 11:19 น.

ศูนย์ข้อมูลใหม่ออราเคิล "เร็วเท่าความคิด"

ยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์อันดับ 3 ของโลกอย่างออราเคิล (Oracle) เปิดตัวเครื่องวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์หรือศูนย์ข้อมูลแบบออลอินวันรุ่นใหม่ล่าสุด การันตีว่าการรวมกันของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ออราเคิลพัฒนาขึ้นจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้ในความเร็วระดับ"ไวเท่าความคิด" ระบุว่าใช้เทคโนโลยีคู่ขนานจนทำให้ศูนย์ข้อมูลรุ่นล่าสุดนี้มีความเร็วในการวิเคราะห์ข้อมูลมากกว่าเดิม 10 เท่าตัว

ระบบวิเคราะห์ข้อมูลความเร็วสูงของออราเคิลนี้มีชื่อว่า Exalytics ถูกเปิดตัวโดยแลร์รี่ เอลิสัน (Larry Ellison) ซีอีโอออราเคิลซึ่งประกาศด้วยฐานะผลิตภัณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์ครบวงจรรุ่นล่าสุดของบริษัท บนเวทีงานประชุมประจำปี OpenWorld ซึ่งออราเคิลจัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโกในปีนี้ คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานมากกว่า 40,000 คนจากทั่วมุมโลก

ศูนย์ข้อมูลนั้นเป็นระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก เหมาะกับการใช้งานในองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร โรงพยาบาล หรืออุตสาหกรรมที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากให้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ที่ผ่านมา ออราเคิลนั้นเป็นบริษัทที่เน้นพัฒนาเฉพาะซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล จนเมื่อไม่กี่ปีให้หลัง ออราเคิลจึงเปลี่ยนนโยบายบริษัท มามุ่งพัฒนาและทำตลาดฮาร์ดแวร์ระบบศูนย์ข้อมูลอย่างเต็มตัว

สำหรับ Exalytics ออราเคิลระบุว่าได้พัฒนาบนเทคโนโลยีการประมวลผลคู่ขนานหรือ parallel computing ซึ่งเป็นการนำระบบประมวลผลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่นๆมาทำงานพร้อมกันแบบเสมือนชนิดไร้รอยต่อ จนสามารถพัฒนาความสามารถโดยรวมของระบบได้จนเป็นรูปธรรม ซึ่งในเชิงเทคนิค Exalytics จะใช้เทคโนโลยี in-memory database หรือการประมวลผลข้อมูลในระดับหน่วยความจำสำรองหรือ RAM แทนที่จะเป็นการเรียกข้อมูลมาอ่านในระดับดิสก์เก็บข้อมูล ทำให้ระบบสามารถทำงานได้เร็วขึ้น

"ถามว่าเราทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์นี้ทำงานเร็วขึ้น 10 เท่าตัว คำตอบคือการทำงานคู่ขนานทุกอย่าง ศูนย์ข้อมูลล่าสุดของเราประกอบด้วยเครือข่ายคู่ขนานจำนวนมาก สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นความเร็วที่สัมผัสได้"

Exalytics มาพร้อมหน่วยประมวลผล 40 คอร์ และ DRAM ความจุ 1TB แต่ใช้เทคโนโลยีบีบอัดข้อมูลจนทำให้ DRAM ใน Exalytics มีความจุข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็น 5-10TB ไม่มีข้อมูลอัตราความเร็วของระบบที่แน่นอน มีเพียงการใช้คำว่า"ไวเท่าความคิด"ซึ่งออราเคิลการันตีว่าไม่เกินจริงเมื่อระบบทำงานบนหน้าตาโปรแกรมหรือยูสเซอร์อินเทอร์เฟสที่โต้ตอบได้แบบใหม่ของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ออราเคิลไม่ใช่บริษัทเดียวที่สามารถพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลครบวงจรความเร็วสูงพิเศษ เพราะคู่แข่งอย่างเอสเอพี (SAP) ก็มีแผนวางจำหน่ายระบบประมวลผล in-memory เช่นกันในชื่อ HANA ซึ่งคาดว่านี่จะเป็นทิศทางการแข่งขันในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ต่อเนื่องไปอีกหลายปี

นอกจาก Exalytics ในงานปีนี้ ซีอีโอออราเคิลยังเปิดตัวคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ตระกูล SPARC Solaris รุ่นใหม่ล่าสุดด้วย ผลจากการเข้าซื้อบริษัทผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ชื่อดัง "ซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems)" ด้วยเงินมูลค่า 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวที่สำคัญที่สุดหลังจากออราเคิลประกาศร่วมวงในตลาดจำหน่ายฮาร์ดแวร์ระบบศูนย์ข้อมูลเพื่อแข่งขันกับอดีตพันธมิตรอย่างเอชพี (Hewlett-Packard) แบบเต็มตัว

การเปิดตัว Exalytics ถือเป็นการต่อยอดจากการเปิดตัว Exalogic ระบบศูนย์ข้อมูลครบวงจรทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของออราเคิลในปีที่แล้ว และการเปิดตัวเครื่องแม่ข่ายฐานข้อมูลตระกูล Exadata ซึ่งออราเคิลระบุว่าได้ติดตั้งแก่ลูกค้าทั่วโลกแล้วกว่า 1,000 ตัว มีเป้าหมายจำหน่ายอีก 3,000 ตัวในปีนี้ คาดว่าแนวโน้มตลาดจะยังไปได้ดีต่อเนื่อง

คู่แข่งของออราเคิลนั้นนอกจากจะมียักษ์ใหญ่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลในยุโรปอย่างเอสเอพี ยังมียักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ฐานข้อมูลโลก

ความเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ของออราเคิลในวงการโลก คือการฟ้องร้องกูเกิล (Google) ในข้อหาละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยีชุดคำสั่งภาษาจาวาของซันฯในแอนดรอยด์ ความคืบหน้าคดีในขณะนี้คือการประเมินความเสียหายในชั้นศาล เบื้องต้นออราเคิลยืนยันว่าการที่กูเกิลละเมิดเทคโนโลยีของซัน ที่กลายเป็นสมบัติของออราเคิลในขณะนี้ ทำให้ออราเคิลได้รับความเสียหายมากกว่า 1.16 พันล้านเหรียญ ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าในการพิจารณาคดีแต่อย่างใด

Company Related Link :
Oracle


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 ตุลาคม 2554 11:08 น.