วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฟีเจอร์ใหม่กูเกิล เตือนผู้ใช้ที่ติดไวรัส

กูเกิลเปิดมิติฟีเจอร์ใหม่แสนมีประโยชน์ โดยจะขึ้นข้อความเตือนว่าผู้ใช้มีโปรแกรมร้ายหรือมัลแวร์แฝงไวรัสอยู่ในเครื่อง ถือเป็นครั้งแรกที่กูเกิลตั้งใจใช้เสิร์ชเอนจิ้นของตัวเองในฐานะระบบเตือนภัยให้ผู้ใช้ หลังจากที่กูเกิลเคยออกมาประกาศเตือนภัยมัลแวร์แก่ผู้ใช้ในช่วงปี 2009

Damian Menscher วิศวกรด้านความปลอดภัยของกูเกิลอธิบายไว้ในเว็บล็กบริษัทว่า กูเกิลมักจะพบกับรูปแบบทราฟิกการค้นหาข้อมูลที่ผิดปกติซึ่งวิ่งมาที่เซิร์ฟเวอร์บริษัท ซึ่งเมื่อประสานกับวิศวกรด้านการรักษาความปลอดภัยของหลายบริษัทก็จะพบว่ามีมัลแวร์ร้ายแฝงในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ กูเกิลจึงตัดสินใจประกาศข้อมูลเหล่านี้เพื่อเตือนผู้ใช้กูเกิล ที่มักไม่รู้ตัวว่าได้ติดไวรัสหรือมีมัลแวร์แฝงในเครื่อง เนื่องจากมัลแวร์ดังกล่าวไม่มีผลรบกวนการทำงานของเครื่อง แต่จะตรงไปรบกวนการทำงานของเว็บไซต์ต่างๆ แทน

การแจ้งเตือนของกูเกิลจะปรากฏเป็นข้อความอยู่ด้านบนของหน้าค้นหาข้อมูล Google.com ซึ่งหากผู้ใช้รายได้ได้เห็นข้อความดังกล่าว ก็ขอให้รู้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานอยู่นั้นมีปัญหา และควรสแกนหาไวรัสในเครื่องเพื่อกำจัดทิ้งไป ซึ่งผู้ใช้ควรอัปเดทซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสให้ใหม่อยู่เสมอ

ความคืบหน้าล่าสุดของกูเกิลคือการออกแอปพลิเคชัน Google+ for iPhone โปรแกรมเครือข่ายสังคม Google+ บน iPhone โดยแอปพลิเคชัน Google+ for iPhone ปรากฏให้ชาวไอโฟนในสหรัฐฯ สามารถดาวน์โหลดบนแอปสโตร์ (App Store) ได้แล้ว รายงานระบุว่ารูปแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ของ Google+ for iPhone มีลักษณะเดียวกับแอปพลิเคชันสำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความแชตหรือ Huddle หากันได้

รายงานระบุว่า Google+ for iPhone มีข้อจำกัดที่การไม่สามารถรองรับหน้าจอใหญ่ของแท็บเล็ตได้ เท่ากับผู้ใช้ iPad จะยังต้องรอต่อไป

Company Related Link :
Google

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 กรกฎาคม 2554 20:27 น.

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วิจัยพบ"กูเกิล"เปลี่ยนวิถีการจำของสมอง

นักวิจัยอเมริกันพบ เครื่องมือค้นหาข้อมูลออนไลน์หรือเสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิลและค่ายอื่นๆ มีผลทำให้กระบวนการจำข้อมูลของสมองมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป โดยพบว่ามนุษย์จำข้อมูลน้อยลงแต่จะจำแหล่งที่สามารถค้นหาได้แทน เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่ากูเกิลทำให้มนุษย์"ปัญญาทึบ"ลงหรือไม่ เนื่องจากมนุษย์ยังสามารถจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างสมบูรณ์

ล่าสุด กูเกิลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น 36% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนอยู่ที่ 6,920 ล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่า 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี

***ไม่ได้แปลว่าสมองว่าง

การสำรวจผลกระทบของการใช้เสิร์ชเอนจิ้นต่อมนุษย์นี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Science บนหัวข้อ The Google Effect โดย Betsy Sparrow นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ย้ำว่าผลกระทบจากการใช้เสิร์ชเอนจิ้นตลอดเวลาของชาวออนไลน์นั้นไม่ได้ทำให้มนุษย์กลายเป็นคนสมองว่างเปล่าที่ไม่จดจำข้อมูลใดๆ แต่มนุษย์กำลังปรับตัวเพื่อจำแหล่งที่จะเข้าไปหาข้อมูลได้แม่นยำขึ้น ซึ่งถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง โดยการศึกษาพบด้วยว่ารูปแบบการจำของมนุษย์ถูกปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่

การทดลองของ Sparrow พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งเลือกไม่จำข้อมูลหากรู้ว่าสามารถจะใช้เสิร์ชเอนจิ้นค้นหาข้อมูลได้อีกครั้งในอนาคต และเมื่อสุ่มถามกลุ่มตัวอย่างถึงสีธงชาติ คนส่วนใหญ่เลือกที่จะหาวิธีเสิร์ชแทบจะในทันที แทนที่จะนึกจากความจำจากสิ่งที่ได้อ่านมา ขณะเดียวกัน กลุ่มตัวอย่างสามารถจำชื่อโฟลเดอร์หรือกล่องเก็บไฟล์ได้ดีอย่างน่าแปลกใจ เป็นที่มาของข้อสรุปว่า สมองมนุษย์ในยุคดิจิตอลนั้นจดจำแหล่งที่เก็บข้อมูลได้ดีขึ้น

นักจิตวิทยาอเมริกันรายนี้เชื่อว่าการศึกษาเรื่องความจำของมนุษย์ในยุคดิจิตอลยังต้องดำเนินไปอีกหลายปี เนื่องจากเชื่อว่า ความจำของมนุษย์นั้นจะเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีการสื่อสารตลอดเวลา

***กูเกิลกำไรพุ่ง

ยังไม่มีรายงานความเห็นจากกูเกิลต่อผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย โดยล่าสุด กูเกิลได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ผ่านมาว่ามีกำไรสุทธิมูลค่า 2,510 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นมาจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อนที่ทำได้ 1,840 ล้านเหรียญ ถือเป็นการยอกย้ำวัฒนธรรมการค้นหาข้อมูลออนไลน์ที่นับวันจะเพิ่มขึ้นแบบไม่มีหยุด

แม้กำไรและรายได้จะเพิ่มขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายของกูเกิลในไตรมาสที่ผ่านมานั้นมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มจำนวนพนักงานอีก 2,452 คน ซึ่งขยายตัวตามธุรกิจของกูเกิลที่ครอบคลุมตลาดอื่นนอกเหนือจากการเสิร์ช

ปัจจุบัน รายได้ในธุรกิจค้นหาข้อมูลและโฆษณาคิดเป็นสัดส่วน 66% ของรายได้รวมทั้งหมดของกูเกิล โดยคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อนหน้านี้ สำหรับบริการอื่นๆ กูเกิลระบุว่าบริการเครือข่ายสังคม Google+ มีผู้ใช้งานเกิน 10 ล้านบัญชี เว็บเบราว์เซอร์ Chrome มีผู้ใช้งานมากกว่า 160 ล้านคน ระบบปฏิบัติการ Android ในอุปกรณ์พกพาถูกเปิดใช้งานเพิ่มขึ้น 550,000 ครั้งต่อวัน ทำให้ขณะนี้มีอุปกรณ์ Android ที่เปิดใช้งานแล้วกว่า 135 ล้านเครื่อง ซึ่งล้วนส่งเสริมให้การค้นหาข้อมูลออนไลน์ทำได้บ่อยและง่ายขึ้นขณะเดินทาง

Company Related Link :
Google

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กรกฎาคม 2554 12:18 น.

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

RIM แจกซีเคียวริตี้ BB ขั้นเทพฟรี

ริม เดินสายโปรโมทแอปฯรักษาความปลอดภัยขั้นเทพบน BB คุยเป็นครั้งแรกที่ผู้บริโภคทั่วไปสามารถสั่งตามหา ล็อกเครื่อง รวมถึงลบข้อมูลได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์

นายมาร์คุส คลิชช์ ที่ปรึกษาด้านการรักษาความปลอดภัยแบล็กเบอรี่ บริษัท รีเสิร์ช อินโมชัน (RIM) กล่าวว่า ความปลอดภัยข้อมูลบนสมาร์ทโฟนอย่างแบล็กเบอรี่นับวันจะทวีความสำคัญมากขึ้น ปัจจุบันผู้บริโภคมีการใช้สมาร์ทโฟนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะบนสังคมออนไลน์ ส่งผลให้ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล กลายเป็นประเด็นสำคัญขึ้นมา ขณะที่องค์กรธุรกิจให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มานานแล้ว

'เดิมระบบรักษาความปลอดภัยจะเป็นสิ่งสำคัญในการจำกัดการใช้งานแอปฯต่างๆ บนสมาร์ทโฟน แต่วันนี้แอปฯต่างมีบทบาทในการใช้งานมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการให้ความสำคัญระหว่างความปลอดภัยข้อมูลกับการใช้งานแอปฯต่างๆว่าจะต้องทำอย่างไร'


ริมจึงได้พัฒนาแอปฯ ด้านการรักษาความปลอดภัย 'BlackBerry Protect' ขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคดาวน์โหลดมาใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะเริ่มที่อเมริกาเหนือก่อน ตามมาด้วยยุโรป และเอเชีย

'เป็นครั้งแรกที่ริมนำเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยชั้นสูงลงมาสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งเดิมเป็นแอปฯที่ใช้งานในตลาดเอนเตอร์ไพรซ์มาก่อน'

BlackBerry Protect เป็นแอปฯ รักษาความปลอดภัยที่ช่วยในการสำรองข้อมูลจากเครื่อง BB เมื่อใดก็ได้ตามแต่ต้องการ สามารถกู้คืนการตั้งค่าต่างๆ ฐานข้อมูลและข้อมูลส่วนตัวได้ด้วยตนเองผ่านทางเว็บไซด์เพียงแค่ตั้งค่าต่างๆ บน BB โดยล็อกอินผ่านไอดี BB ที่กำหนดขึ้นโดยผู้ใช้เองโดยตรง สามารถค้นหาเครื่องในกรณีที่ลืมเครื่อง แม้กระทั่งเครื่องหายก็สามารถที่จะสั่งให้เครื่องล็อกการเข้าถึงข้อมูลภายในเครื่อง แม้กระทั่งสั่งลบข้อมูลภายในเครื่องผ่านทางเว็บไซด์

'ในเบื้องต้น สำหรับผู้ใช้ BB รวมถึงเพลย์บุ๊กสามารถดาวน์โหลดผ่านแอปเวิล์ดมาใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ในอนาคต ริมจะมีการติดตั้งแอปฯดังกล่าวมาพร้อมกับเครื่อง BB รุ่นใหม่ๆ ที่จะออกวางขายในตลาด'

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 มิถุนายน 2554 13:08 น.

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

'ฟูจิตสึ'ส่งซูเปอร์คอมพ์ ขึ้นอันดับ1ประมวลผลเร็วสุดในโลก

บริษัทฟูจิตสึ ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ชื่อดังประเทศญี่ปุ่น สร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลเร็วที่สุดในโลกออกมาแล้วในชื่อ 'เค ซูเปอร์คอมพิวเตอร์' (K-Supercomputer) ถือเป็นอีกครั้งในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่ปี 2547 ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซึ่งสร้างโดยบริษัทแดนอาทิตย์อุทัยสามารถครองแชมป์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วสูงสุดในโลก โดยเค ทุบสถิติที่ความเร็ว 8 เพตาฟล็อปต่อวินาที ซึ่งก็คือการประมวลผลได้ถึง 8 พันล้านล้านคำสั่งใน 1 วินาที บนซีพียูมากกว่า 8 หมื่นตัว ทำให้เคกลายเป็นสุดยอดคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ของโลก ในการจัดอันดับ 驌 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์โลก' ทันที

สำหรับผลการจัดอันดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั่วโลกทั้ง 500 ลำดับนั้น ครั้งล่าสุดเปิดเผยในงานประชุมที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี เมื่อวันจันทร์ที่ 20 มิ.ย.ผ่านมา โดย 'เค ซูเปอร์คอมพิวเตอร์' สามารถคว่ำแชมป์เก่าอย่าง 'เทียนเหอ-1 เอ' (Tianhe-1A) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จากประเทศจีนที่ผลิตโดยศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน ซึ่งเคยทำสถิติได้ 2.6 เพตาฟล็อปต่อวินาที ล่าสุดต้องตกมาอยู่อันดับสอง

ด้านเคล็ดลับความเร็วของเค ก็คือ ซีพียูทุกตัวที่ใช้เป็นชิพ 8 คอร์ประมวลผล ทำให้เคสามารถทำสถิติเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลสูงที่สุดในโลกนั่นเอง ส่วนเครื่องจากญี่ปุ่นที่เคยทำสถิติไว้เมื่อปี 2547 คือเครื่อง 'เอิร์ธ ซิมูเลเตอร์' ซูเปอร์คอมพ์ของเอ็นอีซี

ส่วนเครื่องความเร็วอันดับสาม ได้แก่ เครื่องจากัวร์ (Jaguar) ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของกระทรวงพลังงานสหรัฐซึ่งเป็นฝีมือการพัฒนาโดยสถาบันวิจัยแห่งชาติโอ๊กริดจ์ ความเร็วที่บันทึกไว้คือ 1.75 เพตาฟล็อป อันดับที่ 4 คือ 'เนบิวเล' (Nebulae) ของศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์แห่งชาติจีน ความเร็ว 1.27 เพตาฟล็อป และอันดับที่ 5 คือ 'สึบาเมะ 2.0' (Tsubame 2.0) ของสถาบันเทคโนโลยีโตเกียว ความเร็ว 1.19 เพตาฟล็อป

ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ความเร็วระดับเพตาฟล็อปหรือพันล้านล้านคำสั่งต่อวินาทีนั้นถูกนำไปใช้ในงานที่ต้องการระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งมีความสามารถในการประมวลผลสูงเป็นพิเศษ เช่น ในอุตสาหกรรมพลังงาน การพยากรณ์อากาศ เป็นต้น ขณะที่ประเทศที่มีการใช้งานซูเปอร์คอมพ์มากที่สุดในโลกคือสหรัฐอเมริกา รองลงมาคือจีน เยอรมนี อังกฤษ และญี่ปุ่น ตามลำดับ


วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7512 ข่าวสดรายวัน

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

AMD เปิดตัว 'ลาโน' บุกตลาดไทยมิ.ย.นี้

เอเอ็มดีเปิดตัวเอพียู เอ-ซีรี่ส์รหัส ลาโน นำเสนอภาพกราฟิกที่สว่างสดใส พร้อมประสิทธิภาพคล้ายกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และ ใช้งานแบตเตอรีทนนานเป็นวัน

เอเอ็มดี เอพียู เอ-ซีรี่ส์ (ภายใต้รหัสการพัฒนา Llano) หน่วยเร่งการประมวลผล ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับผู้บริโภคกลุ่มหลักสำหรับโน้ตบุ๊ก และเดสก์ท้อปพร้อมความสามารถในการแสดงผลกราฟิกระดับ HD และการประมวลผลในลักษณะเดียวกันกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ทั้งยังใช้งานแบตเตอรียาวนานถึงกว่า 10.5 ชั่วโมง

นายจักรกฤษณ์ วชิระศักดิ์ศิลป์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอเอ็มดี กล่าวว่า เอพียู เอ-ซีรี่ส์ ตอบสนองกระแสการใช้งานในปัจจุบัน และอนาคต ที่ผู้บริโภคกำลังให้ความสำคัญกับการทำงานแบบมัลติทาสกิ้ง การแสดงผลภาพที่สดใส การเล่นเกมส์เลียนแบบชีวิตประจำวัน การเล่นวิดีโอโดยไม่มีความล่าช้า รวมทั้งประสิทธิภาพการทำงานมัลติมีเดียระดับสูงสุด

ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เอเอ็มดี เอพียู เอ-ซีรี่ส์ จึงผสานเอาคอร์ซีพียูตระกูล X86 สูงสุดถึง 4 คอร์ เข้ากับชิปกราฟิกระดับกลางที่มีความสามารถในการใช้งาน DirectX 11 จนถึงระดับกราฟิกชิปตระกูล Radeon 400 รวมทั้งประสิทธิภาพการประมวลผลภาพวิดีโอระดับ HD เข้าไว้ในชิปตัวเดียวกัน นอกจากนั้นเอเอ็มดี เอพียู เอ-ซีรี่ส์ ยังพร้อมรับการสั่งการผ่านอินเตอร์เฟสสัญลักษณ์ (gestural interface) สนับสนุนการแสดงผลผ่านหลายหน้าจอ ความบันเทิงแบบ 3 มิติและการป้องกันภาพสั่นแบบเรียลไทม์

ทั้งนี้ ผู้บริโภคในไทยจะได้พบกับโน้ตบุ๊ก และเดสก์ท้อป ที่ใช้หน่วยเร่งการประมวลผลตัวใหม่ เอพียู เอ-ซีรี่ส์ จากค่ายพีซีในสัปดาห์เดียวกับที่มีการเปิดตัวสู่ตลาดโลกที่สหรัฐฯในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้โดยเอเซอร์จะเป็นค่ายแรกที่เปิดตัวโน้ตบุ๊ก และเดสก์ท้อป ที่ใช้หน่วยเร่งการประมวลผลตัวใหม่ เอพียู เอ-ซีรี่ส์ ในกลางเดือนมิ.ย.นี้ ตามด้วยอัสซุส และเอชพี ที่จะวางจำหน่ายสินค้าในช่วงปลายเดือนมิ.ย. ส่วนซัมซุง โตชิบา โซนี่ และเลอโนโว่ คาดว่าจะทำตลาดในช่วงเดือนก.ค.ปีนี้

Company Related Link :
AMD

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 มิถุนายน 2554 08:11 น.

เตือนภัยมัลแวร์แอนดรอยด์ "แอปฯช่วยเล่น Angry Birds ปลอม"

กูเกิลประกาศลบโปรแกรมประสงค์ร้ายหรือมัลแวร์ออกจากร้านแอปพลิเคชันแอนดรอยด์มาร์เก็ต (Android Market) อีกรอบ หลังจากผู้เชี่ยวชาญพบว่ามีแอปพลิเคชันสอดแนมแฝงตัวโดยใช้โปรแกรมเกมสุดฮ็อต Angry Birds เป็นเครื่องตบตา ใช้เล่ห์เสนอตัวเป็นแอปพลิเคชันที่ช่วงโกงให้เล่นเกมนกพิโรธได้ง่ายขึ้น ถือเป็นการลบมัลแวร์รอบที่ 3 ต่อเนื่องจากการลบมัลแวร์มากกว่า 80 แอปพลิเคชันที่กูเกิลตรวจพบในรอบปีนี้

Xuxian Jiang ผู้ช่วยศาสตราจารย์ฝ่ายวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยรัฐนอร์ธแคโรไลนา (North Carolina State University) ประกาศพบมัลแวร์ใน 10 แอปพลิเคชันซึ่งเปิดให้ผู้ใช้อุปกรณ์พกพาระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยล่าสุดผู้ช่วยศาสตราจารย์รายนี้ได้พบมัลแวร์ซึ่งแฝงตัวในแอปพลิเคชันที่อวดอ้างว่าสามารถช่วยให้เล่นเกมยอดฮิตจากค่าย Rovio อย่าง Angry Birds ได้ง่ายขึ้น จุดนี้มีการยืนยันว่าเกม Angry Birds นั้นไม่มีมัลแวร์แฝงแต่อย่างใด

Jiang นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบมัลแวร์ซึ่งมีการประสานงานกับบริษัทแอนตี้ไวรัสและสถาบันวิจัยอย่าง Lookout, Symantec, McAfee, CA, SmrtGuard, Juniper, Kinetoo, Fortinet และอื่นๆ สำหรับมัลแวร์ตัวใหม่ที่ Jiang และทีมตั้งชื่อว่า "แพลงตอน (Plankton)" นั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะระบบรูตของแอนดรอยด์ แต่ออกแบบมาเพื่อแฝงตัวทำงานอยู่ที่พื้นหลังหรือแบคกราวน์โดยที่เจ้าของเครื่องไม่รู้ตัว

จุดนี้ Jiang ระบุว่าแพลงตอนสามารถทำงานต่อเนื่องนาน 2 เดือนโดยซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในโทรศัพท์มือถือไม่สามารถตรวจจับได้ ความน่ากังวลของของแพลงตอนคือความเสี่ยงในการถูกขโมยตัวตนและการถูกล่อลวงออนไลน์ เพราะจะสามารถเก็บข้อมูลความลับในเครื่องทุกอย่างแม้แต่บุ๊กมาร์คในเบราว์เซอร์ ประวัติการเปิดเว็บ รวมถึงข้อมูลเวลาใช้งานอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพาซึ่งสามารถส่งกลับไปที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้หวังร้ายได้อย่างอัตโนมัติ

ปัจจุบัน อุปกรณ์พกพาอย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์นั้นถูกจับตาเรื่องความปลอดภัยอย่างมาก เพราะอุปกรณ์ดังกล่าวถูกใช้เพื่อการรับส่งอีเมล ทำธุรกรรมการเงิน เครือข่ายสังคม รวมถึงกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัว โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กูเกิลได้ประกาศว่ากำลังตรวจสอบ 26 แอปพลิเคชันต้องสงสัยว่าจะเป็นมัลแวร์ หลังจากกูเกิลประกาศลบแอปพลิเคชันที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นมัลแวร์จำนวน 50 แอปพลิเคชันในเดือนมีนาคม

Company Related Link :
Google

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 มิถุนายน 2554 14:38 น.

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อหังการหัวเว่ย 4G บนเวทีโลก(รายงาน)

คำว่าโกอินเตอร์คือคำบรรยายสถานภาพที่เหมาะสมของยักษ์ใหญ่โลกสื่อสารแดนมังกรอย่างหัวเว่ยในนาทีนี้ ถามว่าหัวเว่ยมีเคล็ดลับอะไรที่ทำให้บริษัทจีนสามารถมีอิทธิพลและบทบาทเป็นผู้เล่นหลักในตลาด 4G และมีแวว"แทนที่"เจ้าตลาดฝั่งตะวันตกอย่างน่าตกใจ หนึ่งในคำตอบคือการพิสูจน์ตัวเองด้วยการปักหลักร่วมพัฒนากับพันธมิตรโอเปอเรเตอร์อย่างใกล้ชิดประเภท "ผูกกันตัวต่อตัว"

ตัวอย่างมนต์ขลังของนโยบายตัวต่อตัวที่หัวเว่ยใช้มัดใจโอเปอเรเตอร์บนเวที 4G อย่างอยู่หมัดคือกรณี "เทเลนอร์ นอร์เวย์" ที่เลือกหัวเว่ยเป็นผู้จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์เครือข่าย LTE เพื่อให้เทเลนอร์สามารถทดสอบนานาบริการและแอปพลิเคชัน 4G ที่กรุงออสโลว์ ประเทศนอร์เวย์

หัวเว่ยดึงพนักงานกว่า 120 คน มากกว่า 23 สัญชาติ มาทำงานร่วมกันกับเทเลนอร์พร้อมกับตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรมโครงข่ายร่วมกันในชื่อ Joint Innovation Centre (JIC) โดยเช่าเฟอร์นิเจอร์และพื้นที่จากสำนักงานใหญ่เทเลนอร์ในนอร์เวย์ บนโครงสร้างองค์กรคือการทำงานประกบบุคลากรเทเลนอร์ชนิด"Pair"หรือคู่กัน

จุดนี้น่าสนใจเพราะศูนย์ JIC นี้เป็นศูนย์ความร่วมมือพัฒนาโครงข่าย 4G ร่วมกันระหว่างหัวเว่ยและเทเลนอร์ซึ่งมีที่ประเทศนอร์เวย์ประเทศเดียว แถมนอร์เวย์ยังเป็นพื้นที่เดียวที่โครงข่ายหลักของหัวเว่ยถูกติดตั้งแบบยกชุดเนื่องจากพื้นที่อื่นในเทเลนอร์กรุ๊ปก็ยังคงเลือก"อีริคสัน"เช่นในสวีเดนหรือประเทศไทยเอง โดยหัวเว่ยเป็นผู้จัดหาโครงข่าย 4G ให้เทเลนอร์สวีเดน แต่ก็ยังไม่ทิ้งอีริคสันเช่นกัน

จุดนี้มีการคาดว่าหากดีแทคซึ่งเป็นบริษัทในเครือเทเลนอร์และอีริคสันจะสร้างศูนย์พัฒนาร่วมกัน ก็คงไม่ได้ออกมาในลักษณะการแบ่งปันทรัพยากรและความชำนาญด้านโครงข่ายร่วมกันเช่นนี้ แต่จะเป็นการร่วมกันพัฒนาด้านแอปพลิเคชันมากกว่า

เจ้าหน้าที่ JIC ของหัวเว่ยในเทเลนอร์สำนักงานใหญ่เล่าว่า ศูนย์ JIC นี้ก่อตั้งขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ที่ผ่านมาหลังการเซ็นเอ็มโอยูระหว่างหัวเว่ยและเทเลนอร์นอร์เวย์เมื่อปี 2009 ในโครงการจัดหาอุปกรณ์ในภาคเรดิโอของเครือข่ายแอลทีอี (LTE radio access) และในส่วนอุปกรณ์หลัก (EPC: Evolved Packet Core) สำหรับการทดสอบเครือข่ายแอลทีอี (LTE: Long Term Evaluation) ที่เมืองออสโล ซึ่งมีระยะเวลาโครงการต่อเนื่อง 6 ปี

หลายโครงการพัฒนาเรียบร้อยในปีที่แล้ว เช่น เทคโนโลยี LTE QoS หรือเทคโนโลยีจัดสรรแบนด์วิดท์ตามคุณภาพที่กำหนด ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้แพกเกจแพงกว่าสามารถใช้งาน LTE ได้ดีกว่า สำหรับปี 2011 ศูนย์ JIC มีโครงการรออยู่มากกว่า 10 โครงการ ซึ่งใช้งบประมาณมากกว่า 10 ล้านโครนนอร์เวย์ หรือประมาณ 570 ล้านบาท

หัวเว่ยการันตีว่าศูนย์ JIC นี้ทำให้เทเลนอร์นอร์เวย์สามารถลดเงินทุนได้ถึง 30% เพิ่มชั่วโมงใช้งานดาต้าของลูกค้าได้มากกว่า 40% นำไปสู่การเพิ่มรายได้ของเทเลนอร์มากกว่า 3%

ถามว่าหัวเว่ยได้อะไรกลับมา หัวเว่ยไม่ได้บอกว่าได้ใจอย่างเดียว แต่หัวเว่ยสามารถทดสอบและพิสูจน์ตัวเองได้ว่าเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพ เพื่อการันตีตัวเองว่าเลือกหัวเว่ยแล้วไม่ผิดหวัง

ประเด็นนี้เองที่ทำให้เทเลนอร์ นอร์เวย์หันมาเลือกใช้โครงข่าย LTE ของหัวเว่ย ซึ่งการันตีว่ามีแบนด์วิดท์รวมถึง 120Mbps แน่นอนว่าหัวเว่ยจะไม่หยุดนิ่งเฉพาะที่นอร์เวย์ แต่กำลังมีแผนขยายขอบเขตงานของศูนย์ JIC ไปที่สวีเดน บังกลาเทศ และปากีสถาน

สำหรับโครงการเปลี่ยนเครือข่ายหรือ Network Swap ซึ่งหัวเว่ยลงมือให้เทเลนอร์นอร์เวย์ ขณะนี้ดำเนินการแล้วเสร็จ 900 ไซต์ในช่วงปีที่ผ่านมา ก่อนจะขยายเป็น 600 ไซต์ต่อเดือนตลอดช่วงปีนี้ท่ามกลางทีมงานกว่า 50 ทีม ทั้งหมดรวมทั้งการ Swap ที่เป็น Hot Swap (การเปลี่ยนเครือข่ายโดยที่เครือข่ายเก่ายังทำงานอยู่) และ Cold Swap (เปลี่ยนเครือข่ายโดยปิดเครือข่ายก่อน) คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคมนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะไปได้สวยในเวทีโลก แต่ในเมืองไทย หัวเว่ยก็ยังไม่สามารถครองใจบริษัทในเครือเทเลนอร์อย่างดีแทค โดยแม้หัวเว่ยจะได้รับเลือกให้ ดำเนินการติดตั้งโครงข่าย 3G เพื่อทดสอบตั้งแต่ปี 2009 แต่ดีแทคก็ตัดสินใจให้อีริคสันมาเป็นซัปพลายเออร์หลักในโครงการ Network Swap อยู่ดี จุดนี้ผู้บริหารดีแทคย้ำว่าภาพความพร้อมของซัปพลายเออร์เครือข่ายในแต่ละประเทศนั้นต่างกัน ซึ่งในประเทศไทย อีริคสันยังทำได้ดีกว่า

นอกจากเทเลนอร์ หัวเว่ยยังติดตั้งโครงข่าย LTE ให้บริษัทเทเลียโซเนอรา (TeliaSonera) ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในแถบสแกนดิเนเวียและกลุ่มประเทศบอลติก (เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย) ซึ่งเป็นคู่แข่งของเทเลนอร์ โดยความคืบหน้าล่าสุดคือการเซ็นเอ็มโอยูร่วมกับบริษัท TELUS เพื่อตั้งศูนย์ JIC ที่แคนาดา เพื่อพัฒนาโซลูชันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทั้งแบบไร้สายและมีสาย ระยะเวลาโครงการคือ 3 ปี โดยหัวเว่ยถือหุ้นในศูนย์ 50%

อย่างนี้ไม่เรียกโกอินเตอร์ แล้วจะเรียกว่าอะไรดี

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มิถุนายน 2554 10:27 น.

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ฟอร์ดจับมือกูเกิลผุดรถอัจฉริยะ

หลังจากเป็นพันธมิตรยาวนานกับไมโครซอฟท์ ล่าสุดฟอร์ด (Ford) ประกาศอย่างเป็นทางการว่ากำลังอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับกูเกิลในการสร้างรถยนต์อัจฉริยะที่สามารถประหยัดพลังงานได้ดีกว่าเดิม โดยระบบจะสามารถทำนายพฤติกรรมผู้ขับขี่และปรับเปลี่ยนการตั้งค่าในรถให้เหมาะสมอย่างอัตโนมัติ

เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้คือการใช้ระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลเทคโนโลยีคลาวด์ (cloud) ในการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมในอดีตของผู้ขับขี่แล้วประเมินเพื่อพยากรณ์พฤติกรรมการขับขี่ของผู้ขับที่กำลังจะเกิดขึ้น แล้วจึงบริหารจัดการส่วนประกอบในรถผ่านระบบไร้สายให้สอดคล้องกัน เบื้องหลังความสำเร็จนี้คือเทคโนโลยี Google Prediction API ที่ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้วโดยหน่วยวิจัย Google Labs

นี่ถือเป็นอีกหนึ่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี Google Prediction API เนื่องจากที่ผ่านมา กูเกิลประชาสัมพันธ์มาตลอดว่าเทคโนโลยีนี้สามารถทำให้เว็บไซต์สามารถแนะนำสินค้าแก่ผู้ชมได้โดยพยากรณ์จากประวัติการใช้งานอินเทอร์เน็ต รวมถึงสามารถคาดการณ์ว่าผู้ใช้จะมีงบประมาณการซื้อสินค้าต่อวันเท่าใด ซึ่งการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์บนท้องถนน ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของทั้งฟอร์ดและกูเกิล

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ ฟอร์ดระบุว่าจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในรถยนต์ไฮบริดประหยัดน้ำมันและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยอธิบายว่าหากผู้ใช้ติดเครื่องทุกเช้าในวันทำงาน ระบบจะสามารถทำนายได้ว่านี่คือเวลาที่ผู้ขับกำลังเดินทางไปทำงาน ในวิดีโอสาธิต ระบบสามารถส่งเสียงเพื่อยืนยันว่านี่คือการเดินทางไปสำนักใช่หรือไม่ หากส่งเสียงตอบว่าใช่ ระบบนำทางภายในรถจะตั้งค่าเป็นเส้นทางสู่สำนักงานโดยอัตโนมัติ

ด้วยวิธีการเหล่านี้ ฟอร์ดระบุว่าจะทำให้เครื่องยนต์ไฮบริดสามารถจัดสรรการเผาผลาญพลังงานระหว่างน้ำมันและแบตเตอรีอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด จุดนี้ทำให้ความร่วมมือระหว่างฟอร์ดและกูเกิลนั้นไม่ได้ทับซ้อนความร่วมมือกับไมโครซอฟท์ ซึ่งร่วมกันพัฒนาระบบ Ford Sync โดยระบุว่าระบบของไมโครซอฟท์เป็นการเพิ่มประหสิทธิภาพการขับขี่ ซึ่งเน้นอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับโดยตรงทั้งในเรื่องระบบนำทางและการรับข้อมูลจราจรแบบเรียลไทม์ แต่ระบบของกูเกิลเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรพลังงานในรถ ให้สามารถทำงานได้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

เบื้องต้น ข้อมูลระบุว่าข้อมูลพฤติกรรมของผู้ขับขี่จะถูกเก็บไว้ในระบบคลาวด์ของกูเกิลซึ่งจะมีการเก็บรวบรวมเมื่อได้รับความยินยอมจากผู้ใช้เท่านั้น โดยฟอร์ดยืนยันว่าไม่มีแผนจะพัฒนาเป็นระบบที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ เช่นการจำกัดความเร็วในการขับขี่ใดๆ แต่ยอมรับว่ามีแผนจะพัฒนาเป็นโปรแกรมเพื่อรถยนต์ขับขี่ตัวเองตามสไตล์ของผู้ขับ

ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดการวางจำหน่ายหรือให้บริการเทคโนโลยีดังกล่าวของฟอร์ดและกูเกิลที่แน่นอน มีเพียงการคาดการณ์ว่าระบบนี้จะเริ่มวางตลาดได้ภายในปี 2015 หรืออีก 4 ปีนับจากนี้

Company Related Link :
Google
http://www.ford.com

นร.ไทย คว้า นักวิทย์ฯรุ่นเยาว์ 'อินเทล ไอเซฟ 2011'

นักเรียนไทย คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ ในการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ หรืออินเทลไอเซฟ จากผลจากทำพลาสติกจากเกล็ดปลา รับทุนการศึกษา 50,000 เหรียญสหรัฐ

นายพรวสุ พงศ์ธีระวรรณ นางสาวธัญพิชา พงศ์ชัยไพบูลย์ และ นางสาวอารดา สังขนิตย์ ทีมจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของมูลนิธิ อินเทล (Intel Foundation Young Scientist Award) ในการประกวดผลงานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ระดับนานาชาติ หรืออินเทลไอเซฟ โดยนักเรียนทั้งสามคนได้รับทุนการศึกษา 50,000 เหรียญสหรัฐ จากความสำเร็จในการวิจัยเรื่องการสกัดเจลาตินจากเกล็ดปลาและนำมาผลิตพลาสติกบรรจุอาหาร ซึ่งเป็นโครงงานที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริง โครงงานวิทยาศาสตร์ชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์ในการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว

เช่นเดียวกับนายเทย์เลอร์ วิลสัน จากเมืองเรโน รัฐเนวาดา ที่เป็นนักเรียนอีกหนึ่งคนที่ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของมูลนิธิอินเทล (Intel Foundation Young Scientist Award) และได้รับทุนการศึกษา 50,000 เหรียญสหรัฐ เทย์เลอร์ได้พัฒนาโครงงานเรื่องเกี่ยวกับการป้องกันการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์โดยใช้ระบบตรวจจับ

ขณะที่นายแมทธิว เฟดเดอร์เซน และนายแบลค มาร์กกราฟฟ์ จากเมืองลาฟาแย็ต รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้รับรางวัลชนะเลิศ โดยได้รับทุนการศึกษา 75,000 เหรียญสหรัฐ จากรางวัลกอร์ดอน อี มัวร์ ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่กอร์ดอน มัวร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง รวมทั้งเป็นประธานและซีอีโอที่เกษียณอายุการทำงานไปแล้วของอินเทล โครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนทั้งสองมีจุดประสงค์เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งมีค่าใช้จ่ายน้อยลง โดยการนำดีบุกมาวางบริเวณใกล้กับเนื้อร้ายก่อนการรักษาด้วยการฉายรังสี

นอกจากนั้น นักเรียนไทยอีกหนึ่งทีม ได้แก่ นายนรินธเดช เจริญสมบัติ นายธนทรัพย์ ก้อนมณี และนางสาววรดา จันทร์มุข จากจังหวัดเพชรบุรี ได้รับรางวัลแกรนด์ อวอร์ด อันดับที่สี่ ในสาขาวิศวกรรมวัสดุและวิศวกรรมชีวเวช พร้อมได้รับทุนการศึกษา 500 เหรียญสหรัฐ จากโครงงานการนำผลของฟิลม์มิวซิเลจจากเมล็ดแมงลักมาใช้ในการยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว

นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการบริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าว ผมขอแสดงความยินดีกับนักเรียนไทยทุกคนที่เป็นตัวแทนประเทศเข้าร่วมการประกวดในปีนี้ และร่วมสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อีกครั้งหนึ่ง การประกวดรางวัล อินเทลไอเซฟ ในครั้งนี้ช่วยตอกย้ำให้เราเห็นว่าวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมอันล้ำสมัย

“การแข่งขันในระดับนานาชาติครั้งนี้ได้รวบรวมเยาวชนจากประเทศต่างๆ ที่ล้วนพยายามหาทางแก้ไขและรับมือกับปัญหาระดับโลกโดยใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ อินเทลมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเลิกทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 13 ปี เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนนักเรียนไทยที่มีความสามารถ และอินเทลจะเดินหน้าโครงการดีๆ เพื่อส่งเสริมการศึกษาในประเทศเช่นนี้ต่อไป”

งานอินเทล ไอเซฟ 2011 ในปีนี้มีการคัดเลือกนักคิด นักประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์กว่า 1,500 คน โดยเป็นผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากการประกวดต่างๆ กว่า 443 งาน จาก 65 ประเทศและส่วนการปกครองต่างๆ ทั่วโลก โดยประเทศที่เข้าร่วมการประกวดเป็นครั้งแรกในปีนี้ ได้แก่ ฝรั่งเศส ตูนีเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน

นอกเหนือจากผู้ชนะรางวัลที่กล่าวไปแล้ว ยังมีผู้ที่ได้รับรางวัลอื่นๆ อีกกว่า 400 คน ซึ่งได้รับรางวัลจากผลงานที่สร้างสรรค์และโดดเด่น รางวัลเหล่านี้แบ่งออกเป็น 17 สาขา โดยนักเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละสาขาจะได้รับรางวัลคนละ 5,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ มูลนิธิอินเทลยังมอบทุนการศึกษาแก่โรงเรียนของผู้ที่ได้รับรางวัล อีกรางวัลละ 1,000 เหรียญสหรัฐ

สมาคมเพื่อวิทยาศาสตร์และสาธารณะ เป็นองค์กรการกุศลที่อุทิศตนเพื่อการวิจัย และการให้การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สู่สาธารณชน โดยดูแลการจัดแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติมาตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2493

อลิซาเบธ มารินโคลา ประธานของสมาคมผลงานด้านเพื่อวิทยาศาสตร์และสาธารณะ กล่าวว่า “เราขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกคน พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงแรงผลักดันและความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้าเพื่อการแก้ไขปัญหาด้านวิทยาศาสตร์ที่ท้าทาย ผลงานของพวกเขาและผลงานจากผู้เข้าแข่งขันทุกคนในงานอินเทลไอเซฟ 2011 ในปีนี้ แสดงให้ถึงศักยภาพของนักเรียน ที่สามารถประสบความสำเร็จได้เมื่อได้รับแรงบันดาลใจจากการคิด ตั้งคำถาม และการวิจัย”

โครงงานของผู้ที่เข้าร่วมงานอินเทลไอเซฟ 2011 ได้รับการพิจารณาและให้คะแนนจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับวุฒิดุษฏีบัณฑิต หรือเทียบเท่ากว่า 100 คนที่มีประสบการณ์การทำงานที่ช่ำชองในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์กว่า 6 ปี รายชื่อของผู้เข้าประกวดทั้งหมดสามารถเข้าชมได้ที่ www.societyforscience.org/intelisef2011 ผู้เข้าร่วมงานอินเทลไอเซฟนี้ได้รับการสนุนร่วมกันระหว่างบริษัทอินเทล และมูลนิธิอินเทล รวมถึงหน่วยงานเอกชน องค์กรทางการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ อีกหลายหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 14 พฤษภาคม 2554 11:28 น.