วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ไปดูต้นไม้อัจฉริยะ "โต้ตอบกับเจ้าของได้"

       ทีมวิจัยมหาวิทยาลัย Keio University โชว์ระบบที่ทำให้ต้นไม้มีชีวิตชีวามากกว่าเคย เพราะระบบนี้จะทำให้ต้นไม้ขยับกิ่งแสดงท่าทางรับรู้เรื่องราวที่เราเล่าให้ฟังได้ รวมถึงสะบัดใบเพื่อโต้ตอบกับผู้คนบริเวณนั้นได้ง่ายๆ
   
       ระบบอัจฉริยะที่ว่านี้ประกอบด้วยมอเตอร์ 2 กลไก ซึ่งเป็นเบื้องหลังที่ทำให้ต้นไม้เคลื่อนไหวได้ โดยมอเตอร์นี้จะทำงานอิงตามคำสั่งจากไมโครโฟนและเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เป็นผลให้ต้นไม้สามารถตอบสนองการเคลื่อนไหวของผู้คนบริเวณรอบๆได้

ทีมวิจัยทดสอบระบบต้นไม้อัจฉริยะนี้กับต้นไม้หลายชนิดและหลากสภาวะแวดล้อม ผลคือต้นไม้อัจฉริยะนี้สามารถเคลื่อยไหวได้หลายรูปแบบตามอารมณ์ความเคลื่อนไหวที่ตรวจจับได้ แถมยังสามารถใช้งานได้ทั้งในอาคารและนอกอาคาร ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ได้ทั้งกับต้นไม้ขนาดเล็กและใหญ่ (ชมการเคลื่อนไหวของต้นไม้อัจฉริยะนี้ได้จากวิดีโอด้านล่าง)

นักวิจัยมหาวิทยาลัย Keio University ระบุว่าระบบดังกล่าวถูกพัฒนาเพื่อให้ต้นไม้สามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ รวมถึงการแสดงอารมณ์ของต้นไม้ในรูปแบบใหม่ ซึ่งจากการพัฒนามาร่วมปี ยังไม่พบต้นไม้ใดที่เสียหายเพราะระบบนี้
    
Company Related Link :
Keio U


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 เมษายน 2555 16:15 น.

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

ชมโฉม “แว่นอัจฉริยะ” จากกูเกิล

กูเกิล (Google) เปิดตัวโปรเจกต์ล่าสุดอย่างเป็นทางการในนาม “Project Glass” ประเดิมโชว์ต้นแบบแว่นตาเทคโนโลยี augmented reality หรือ AR แก่สาธารณชน ซึ่งผู้ใส่จะได้เห็นข้อมูลแบบอิงสถานที่ในแบบเรียลไทม์ ที่สำคัญคือผู้ใส่สามารถเอ่ยปากออกคำสั่งให้แว่นบันทึกภาพวิดีโอ ถ่ายรูป และรับส่งข้อความ เครือข่ายสังคมของกูเกิล “กูเกิลพลัส (Google+)” ถูกใช้เป็นเวทีเปิดเผยรายละเอียด Project Glass อย่างน่าสนใจ เพราะทีม Google X ผู้พัฒนาโปรเจกต์นี้ต้องการประชาสัมพันธ์ให้นักพัฒนาร่วมกันสร้างสรรค์ข้อมูลสำหรับแว่นอัจฉริยะนี้ผ่านเครือข่ายสังคมของกูเกิล ที่ผ่านมาโครงการนี้ถือเป็นความลับซึ่งกูเกิลยังไม่เคยออกมายืนยันความจริงแม้จะมีข่าวลือหนาหูเพียงไร ทีมงานกูเกิลระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ที่หลากหลายกับทุกคน โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดความคืบหน้าของเรื่องราวและแนวคิดแว่นตาอัจฉริยะนี้จากกูเกิลได้ ขณะเดียวกันก็สามารถร่วมเสนอแนวคิดต่อกูเกิลได้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่กูเกิลพัฒนาโครงการพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะที่สวมใส่ได้ หรือ wearable computing ตัวแว่นตาประกอบด้วยเลนส์โปร่งใส หรือ see-through lens ที่สามารถรับข้อมูลแบบสตรีมมิ่งแก่ผู้ใช้ได้อย่างไร้รอยต่อ ความสามารถสำคัญของแว่นนี้คือการทำงานด้านมัลติมีเดียที่สามารถรองรับคำสั่งเสียง ซึ่งตรงกับข่าวลือที่ถูกเผยแพร่มาก่อนหน้านี้ นิก บิลตัน (Nick Bilton) ผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทมส์เคยรายงานว่า หนึ่งในผู้ที่ได้ทดลองใช้งานแว้นอัจฉริยะนี้บรรยายว่าแว่นจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ไม่ต้องล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา แต่สามารถกดปุ่มที่แว่นตาเพื่อถ่ายภาพ หรือรับข้อมูลได้ทันใจ


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 เมษายน 2555 12:27 น.

อินเทลจัด 'อะเมซิ่งพีซี' คาราวานสอนคอมพ์รากหญ้า

อินเทลมาแปลกเติมหมวดความรู้ในโครงการอะเมซิ่ง พีซี ใส่โปรแกรมอีเลิร์นนิ่งสอนทักษะใช้คอมพ์ 'อีซี่ สเต็ปส์' อบรมเข้ม 2 วัน 6 หลักสูตร พร้อมจับมือพันธมิตรแบรนด์พีซีดัง 7 ราย พ่วงภาครัฐ กระทรวงไอซีทีและกสทช. เข้าหนุน หวังเจาะตลาดรากฐานในต่างจังหวัด 15 ล้านครัวเรือนที่ยังไม่มีคอมพ์ใช้ นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า อินเทลจับมือกับกระทรวงไอซีที ,คณะกรรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.),สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม (ไอซีทีไอ) และพันธมิตรทางธุรกิจทั้งผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ 7แบรนด์ดัง ประกอบด้วย เอเซอร์ เอซุส ซัมซุง เดลล์ เอชพี เลอโนโวและโตชิบา ผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ทีโอที เอไอเอสและ 3บีบี ร่วมมือกันภายใต้โครงการ อะเมซิ่ง พีซี ซึ่งเป็นโครงการที่อินเทลจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 ความพิเศษของโครงการอะเมซิ่ง พีซีในปีนี้ อยู่ที่จะเป็นปีแรกที่เน้นการให้ความรู้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลในต่างจังหวัดในรูปแบบคาราวานความรู้ที่มีถึง 7 คาราวาน ที่จะลงไปยังพื้นที่ในระดับตำบล 400 แห่งใน 67 จังหวัดทั่วประเทศ โดยคาดว่าโครงการนี้จะทำให้กว่า 4 แสนครัวเรือนทั่วประเทศมีโอกาสเข้าถึงและได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ นายเอกรัศมิ์กล่าวว่าจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า สัดส่วนของครัวเรือนในประเทศไทยที่มีกว่า 19.65 ล้านครัวเรือนนั้น มีถึง 15.16 ล้านครัวเรือนหรือ 77% ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้งาน เมื่อเจาะลึกลงไปว่า ทำไมถึงไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้งานนั้น มีถึง 59% ที่ระบุว่า ไม่เห็นความจำเป็น สามารถใช้งานจากที่อื่นได้ 15% ใช้ไม่เป็น 12% ขณะที่ปัจจัยเรื่องราคาแพงนั้นมีเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เวลานี้รายได้ของครัวเรือนในประเทศไทยมีมากเพียงพอที่จะซื้อหาคอมพิวเตอร์มาใช้แล้ว แตกต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่ปัจจัยราคามีสัดส่วนที่สูงมาก


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 เมษายน 2555 10:35 น.

“รถบินได้” พร้อมขายปีหน้า

รถบินได้จะไม่ได้อยู่แค่ในนิยายวิทยาศาสตร์สติเฟื่องอีกต่อไป เพราะบริษัทอเมริกันนาม Terrafugia Inc. ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเอพีว่าต้นแบบรถบินได้นั้นผ่านขั้นตอนการทดสอบมาแล้วอย่างสมบูรณ์ ทำให้แผนการวางจำหน่ายรถบินได้ในปี 2013 ของบริษัทกำลังจะเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ รถบินได้นี้มีชื่อว่า Transition มาพร้อม 2 ที่นั่ง 4 ล้อ และปีกซึ่งสามารถพับได้ ตัวเครื่องสามารถใช้ขับขี่บนท้องถนนได้ปกติ ขณะเดียวกันก็สามารถบินขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความสูง 1,400 ฟุตในเวลา 8 นาที (จากการทดสอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา) เทียบกับเครื่องบินพาณิชย์ที่บินในระดับความสูง 35,000 ฟุต

คลิปวิดีโอข้างบนนี้ถูกเปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 หลังผ่านไป 2 ปี ข้อมูลล่าสุดคือรถบินได้คันนี้ถูกจับจองด้วยเงิน 10,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 300,000 บาท) จากผู้สนใจ 100 รายเพื่อสิทธิ์ซื้อ Transition ก่อนใคร คาดว่าตัวเลขลูกค้าของรถบินได้จะเพิ่มจำนวนขึ้นหากบริษัท Terrafugia เริ่มเปิดตัว Transition ต่อสาธารณชนในงาน New York Auto Show ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ สนนราคาของรถบินได้นี้คือ 279,000 เหรียญ หรือประมาณ 8.6 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รถบินได้รุ่นนี้ไม่ถูกมองว่าจะสามารถช่วยให้ผู้ใช้พ้นจากสถานการณ์จราจรติดขัด เพราะตัวรถยังต้องการรันเวย์เพื่อบินขึ้น ประวัติศาสตร์ความพยายามพัฒนารถบินได้นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 1930 โดย Robert Mann นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมการบินนั้นมองว่า Terrafugia เป็นผู้พัฒนาที่มาใกล้ความจริงมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ก็มีส่วนช่วยเหลือโครงการนี้ด้วยการอนุมัติคำขอของบริษัทในการใช้กระจกพิเศษซึ่งมีน้ำหนักเบากว่ากระจกในรถยนต์ปกติ รวมถึงการสร้างความมั่นใจด้วยการตรวจสอบระบบชิ้นส่วนรถที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดเพื่อให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิมโดยละเอียด Transition สามารถเดินทางด้วยความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมงบนถนน และ 115 ไมล์ต่อชั่วโมงบนอากาศ แหล่งพลังงานที่มช้คือน้ำมันรถยนต์ 23 แกลลอนแทงค์ ซึ่งการเดินทางบนอากาศจะผลาญพลังงาน 5 แกลลอนต่อชั่วโมง สำหรับภาคพื้นดิน จะใช้น้ำมัน 35 ไมล์ต่อแกลลอน อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลว่ารถบินได้จะยังไม่สามารถสร้างกระแสให้ผู้บริโภคได้ เพราะปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงทั่วโลก

Company Related Link : Terrafugia

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 เมษายน 2555 10:00 น.

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นับถอยหลัง GDrive ไดร์ฟพิเศษจาก Google?

บริการที่ร่ำลือกันมานานอย่าง GDrive ถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้งในวันนี้ โลกออนไลน์ฟันธงว่าพี่ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิล (Google) จะเปิดให้บริการเก็บไฟล์ออนไลน์แก่สาธารณชนในช่วงไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ คาดว่าจะมาพร้อมบริการที่ต่ำกว่าบริการเก็บไฟล์ยอดฮิตอย่าง Dropbox ด้วย

วอลล์สตรีทเจอร์นอลเป็นหนึ่งในสื่อที่รายงานเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยระบุว่าบริการใหม่ของกูเกิลซึ่งในข่าวใช้ชื่อบริการว่า "Drive" นั้นจะให้พื้นที่ฝากไฟล์แก่ชาวออนไลน์ฟรีระดับหนึ่ง ขณะที่ผู้ใช้ในองค์กรธุรกิจจะสามารถใช้งานร่วมกับ Google Apps ได้

ฟังดูอาจไม่ค่อยพิเศษ เพราะกูเกิลเริ่มแนบคุณสมบัติให้พื้นที่เก็บข้อมูลฟรีในบริการทั้ง Google Docs และ Gmail ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2010 อยู่แล้ว เพียงแต่ก็ยังไม่เคยประชาสัมพันธ์ในชื่อ GDrive หรือบริการฝากไฟล์สไตล์ Dropbox เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เจอร์นอลตั้งข้อสังเกตว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้จะเน้นให้บริการไฟล์ประเภทภาพ วิดีโอ และข้อมูลส่วนตัว ซึ่งเพิ่มเติมจากบริการด้านเอกสาร อีเมล และเพลงที่กูเกิลแถมพื้นที่มาให้แล้วก่อนหน้านี้

บริการฝากไฟล์ออนไลน์นั้นเป็นบริการเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งที่นิยมมากในปัจจุบัน หลักการคือผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะสามารถฝากไฟล์ไว้บนโลกออนไลน์ได้อย่างอิสระ เพื่อให้อุปกรณ์ทุกอย่างที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสามารถเปิดไฟล์นั้นๆได้ทุกที่ทุกเวลา บริการนี้ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องพกพาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องใหญ่ไปมา หรือไม่ต้องพกพาแฟลชไดร์ฟติดตัว แต่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ต่ออินเทอร์เน็ตอื่นๆเป็นเครื่องมือเปิดไฟล์ในขณะเดินทางได้

สำหรับกรณีของกูเกิล แหล่งข่าวของเจอร์นอลรายงานว่า หากผู้ใช้ต้องการอีเมลวิดีโอที่ถ่ายจากกล้องบนสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชัน Drive ในสมาร์ทโฟนจะช่วยอัปโหลดไฟล์วิดีโอขึ้นสู่เว็บไซต์ได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้รายนั้นสามารถส่งเพียงลิงก์แนบไปกับอีเมล แทนที่จะต้องเสียเวลาแนบไฟล์ใหญ่โตของวิดีโอ

การอัปโหลดไฟล์วิดีโอจากสมาร์ทโฟนแบบอัตโนมัติจะช่วยให้การแบ่งปันวิดีโอบนบริการเครือข่ายสังคมทำได้ง่ายขึ้นด้วย หากไม่แบ่งปันในเครือข่ายสังคม ก็สามารถเปิดให้กลุ่มเพื่อนเฉพาะคนเข้ามาชมวิดีโอได้ในขณะเดียวกัน

นี่เป็นรายงานข่าวเกี่ยวกับ GDrive ชิ้นล่าสุดหลังจากถูกลือครั้งแรกในปี 2007 ว่ากูเกิลจะเพิ่มไดร์ฟเก็บข้อมูลดิจิตอลให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ต้องผูกติดกับคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง ข่าวดังกล่าวหายเงียบไปจนกระทั่งปี 2009 มีการรายงานว่าบริการดังกล่าวจะถูกใช้ชื่อว่า "Google Web Drive" จนล่าสุดปี 2011 ที่ผ่านมา กูเกิลเปิดตัวบริการตู้เก็บเพลงออนไลน์ที่สามารถสตรีมเพลงไปเล่นบนอุปกรณ์ใดก็ได้ในชื่อ Google Music ซึ่งยังไม่เป็นกระแสร้องแรงเท่าที่ควร

ตามธรรมเนียม กูเกิลยังไม่เปิดเผยความเห็นใดๆต่อรายงานข่าวที่เกิดขึ้น เท่ากับชาวออนไลน์ต้องรอดูความคืบหน้าต่อไป

Company Related Link :
Google

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2555 19:38 น.

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร เมื่อ Symantec ถูกนักแฮกเรียกค่าไถ่ ?


หนึ่งในข่าวไอทีต่างประเทศที่ได้รับความสนใจจากโลกออนไลน์ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คือไซแมนเทค (Symantec) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจรไฮเทคกลุ่ม Anonymous เรียกเงินค่าไถ่ โดยขู่ว่าหากไซแมนเทคไม่ยอมจ่ายเงิน ซอร์สโค้ดหรือชุดคำสั่งในโปรแกรม Norton Utilities และ pcAnywhere ที่ไซแมนเทควางขายแก่ผู้ใช้ จะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชนบนโลกออนไลน์

ไม่พูดเปล่า แต่แฮกเกอร์โจรยังขู่ไซแมนเทคด้วยการปล่อยซอร์สโค้ดบางส่วนออกมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าจะมีการปล่อยซอร์สโค้ดออกมาอีกในอนาคต

การปล่อยซอร์สโค้ดโปรแกรมนั้นเป็นคำขู่ที่ยิ่งใหญ่สำหรับบริษัทจำหน่ายโปรแกรมแอนตี้ไวรัสอย่างไซแมนเทค เพราะการเผยแพร่ชุดคำสั่งสู่สาธารณชนจะมีโอกาสทำให้กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถศึกษาชุดคำสั่งเพื่อเจาะระบบการป้องกันที่วางไว้ได้ ไม่ต่างกับการส่งแผนที่ให้ศัตรูรู้ว่าได้วางกับดักใดไว้ในสมรภูมิรบ ซึ่งศัตรูจะสามารถหาช่องทางเจาะแนวรบเข้ามาประชิดเมืองได้ง่ายกว่าเดิม

หากประชิดเมืองได้ ชาวเมืองย่อมตกอยู่ในอันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย เท่ากับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของไซแมนเทคกำลังอยู่ในความเสี่ยง แต่ในข่าว ไซแมนเทคยืนยันว่าผู้บริโภคจะไม่ได้รับผลกระทบอะไร แถมคาดว่าซอร์สโค้ดที่กำลังจะถูกเผยแพร่เพิ่มเติมนั้นเป็นชุดคำสั่งเก่าที่จะไม่มีผลใดๆกับผู้ใช้ในพ.ศ.นี้

คำถามคือจริงหรือไม่ อย่างไร?

คำยืนยันของไซแมนเทคมีส่วนเชื่อถือได้ เพราะ Cris Paden ประชาสัมพันธ์ของไซแมนเทคนั้นยืนยันว่าชุดคำสั่งที่ Anonymous เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์นั้นเป็นชุดคำสั่งเดียวกับที่บริษัทเคยพบว่าถูกขโมยไปตั้งแต่ปี 2006 โดยเป็นชุดคำสั่งของโปรแกรม Norton Utilities และ pcAnywhere คาดว่าชุดคำสั่งต่อไปที่โจรนักแฮกจะปล่อยออกมา อาจเป็นชุดคำสั่งของโปรแกรม Norton Antivirus Corporate Edition และ Norton Internet Security ปี 2006

ความที่เป็นโปรแกรมเก่าแก่อายุมากกว่า 5 ปี ทำให้ไซแมนเทคเชื่อว่าลูกค้าไซแมนเทคและนอร์ตันจะไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แถมประชาสัมพันธ์ไซแมนเทคยังย้ำว่าบริษัทไม่ได้หวั่นใจกับคำขู่ของโจรนักแฮกเลย แม้นักแฮกจะเปิดฉากข่มขู่ไซแมนเทคมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาด้วยการเปิดเผยเอกสารความยาวกว่า 2,700 คำที่อธิบายหลักการทำงานของโปรแกรม Norton Antivirus

เหตุผลคือเพราะเอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารเผยแพร่ทั่วไปที่มีอายุมากกว่า 12 ปี ไม่เพียงเก่าแต่ยังไม่มีความลับด้านความปลอดภัยใดๆ ทำให้บริษัทไม่สนใจต่อการเรียกค่าไถ่ซึ่งโจรแฮกเรียกร้องไปถึง 500,000 เหรียญสหรัฐ

ประชาสัมพันธ์ไซแมนเทคชี้แจงว่าบริษัทไม่เคยส่งอีเมลต่อรองค่าไถ่แก่โจรนักแฮก แต่อีเมลที่โจรนักแฮกนำเผยแพร่เพื่อให้โลกเข้าใจว่าได้ต่อรองกับพนักงานของไซแมนเทคเรื่องค่าไถ่นั้น เป็นอีเมลที่ส่งโดยเจ้าพนักงานสหรัฐฯ ซึ่งโต้ตอบหลอกล่อเพื่อสืบหาเบาะแสขบวนการแฮกครั้งนี้ ไม่ใช่อีเมลต่อรองในนามของไซแมนเทคแต่อย่างใด

อีกส่วนที่ผู้บริโภคควรวางใจ คือขบวนการ Anonymous ไม่ได้ประสบความสำเร็จในการแฮกระบบของไซแมนเทค เพราะ Anonymous ยอมรับว่าได้รับข้อมูลซอร์สโค้ดเหล่านี้มาจากการเจาะระบบเครือข่ายทหารของรัฐบาลอินเดีย จุดนี้ไซแมนเทคปฏิเสธไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับแหล่งต้นตอที่ขบวนการ Anonymous อ้างไว้ โดยระบุเพียงว่าไซแมนเทคไม่เคยตกลงแบ่งปันซอร์สโค้ดกับหน่วยงานรัฐบาลอินเดียใดๆ

แต่ลึกๆแล้ว ผู้บริโภคทั่วโลกอดหวั่นใจไม่ได้ เพราะ Norton Antivirus เป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ทำเงินให้ไซแมนเทคในธุรกิจซอฟต์แวร์สำหรับผู้บริโภคคอนซูเมอร์ (มูลค่าตลาด 2 พันล้านเหรียญ) โดยนอร์ตันเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 150 ล้านคนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ขนาดสุดยอดบริษัทผู้อาสาตัวเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัททั่วโลกอย่างไซแมนเทค ยังจับพลัดจับพลูถูกนักเจาะระบบดัดหลังเรียกค่าไถ่จนสูญเสียความเชื่อมั่นเช่นนี้ ย่อมแปลว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกออนไลน์แม้จะมีการรักษาความปลอดภัยเพียงใด

แต่ในเบื้องต้น ไซแมนเทคได้เปิดอัปเดทฟรีสำหรับผู้ใช้โปรแกรม pcAnywhere เพื่อให้ทุกคนเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมเวอร์ชันปัจจุบัน พร้อมกับท่องคาถาเดิมว่า ขอให้ผู้บริโภคใช้โปรแกรมรักษาความปลอดภัยเวอร์ชันใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าคอมพิวเตอร์ได้รับการคุ้มครองที่รัดกุมตลอดเวลา

ผลกระทบเดียวของผู้บริโภคในเรื่องนี้ จึงดูเหมือนว่าเป็นการตอกย้ำความจริงเรื่องความจำเป็นในการอัปเกรดเวอร์ชันโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ซึ่งไม่ใช่แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้บริโภคอย่างเราทุกคนก็ไม่ควรมองข้าม

Company Related Link :
Symantec

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กุมภาพันธ์ 2555 14:56 น.

3 ปีผ่านไป Chrome ได้ฤกษ์ลุย Android

กูเกิล (Google) ได้ฤกษ์เปิดตัวโปรแกรมเบราว์เซอร์ของตัวเองบนระบบปฏิบัติการของตัวเอง แจ้งเกิด Chrome for Android เพื่อให้ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้เริ่มทดลองใช้งาน ถือเป็นการรวม 2 โปรเจกต์ด้านโปรแกรมที่สำคัญที่สุดของกูเกิลเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าจับตา ด้านผู้บริหารยอมรับ ที่รอเวลาให้แอนดรอยด์มีอายุครบ 3 ปีจึงคลอด Chrome for Android เพราะต้องการพัฒนาจนแน่ใจว่าผู้ใช้จะได้รับสุดยอดประสบการณ์ท่องเว็บทันใจไม่แพ้การใช้งานบนคอมพ์ตั้งโต๊ะ

ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) รองประธานอาวุโสฝ่ายโครมและแอปฯ แถลงถึงเหตุผลในการพัฒนา Chrome for Android ว่าเป็นเพราะการขยายตัวของการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพา เชื่อว่า Chrome for Android จะยิ่งเพิ่มกิจกรรมออนไลน์ให้กับผู้ใช้แอนดรอยด์มากขึ้นเพราะความสามารถที่เท่าเทียมกับการท่องเน็ตด้วยคอมพิวเตอร์ตัวจริง

"เราต้องการนำความสามารถของเว็บเบราว์เซอร์สำหรับคอมพ์ตั้งโต๊ะแบบครบถ้วนจริงๆ มายกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้อุปกรณ์พกพา" พิชัยระบุ "มันเป็นความท้าทาย"

เหตุที่ Chrome for Android ได้รับความสนใจอย่างมากนั้นเป็นเพราะเดิมทีแอนดรอยด์และโครมนั้นถูกมองว่าเป็นการสร้างมาคู่กัน ทั้งคู่เริ่มเปิดให้สาธารณชนเริ่มใช้งานในช่วงปี 2008 โดยสามารถเติบโตจากโครงการเล็กมาเป็นโครงการใหญ่ของกูเกิลได้เหมือนกัน บนจุดประสงค์เดียวกันคือต้องการใช้ชาวโลกใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นและพบกับบริการของกูเกิลมากขึ้น

ทุกวันนี้ แอนดรอยด์และโครมกลายเป็นยานลำใหญ่ที่พาชาวออนไลน์ไปสู่บริการ Google search, YouTube, Google Docs, Google Maps, Google+ และอีกหลายบริการของกูเกิล แต่กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ยานแอนดรอยด์และนาวาโครมยังไม่เคยโคจรมาพบกันได้บนอุปกรณ์เดียวกัน ซึ่งจุดนี้กูเกิลระบุว่าต้องการทำให้มั่นใจว่า Chrome for Android นั้นสามารถทำงานได้ดีจริงๆ

Chrome for Android จึงเกิดขึ้นในฐานะเบราว์เซอร์หรือโปรแกรมเปิดเว็บไซต์ที่ต่างจากเบราว์เซอร์ดั้งเดิมที่มาพร้อมกับอุปกรณ์แอนดรอยด์ทั่วไป ขณะนี้เริ่มเปิดให้ผู้ใช้แอนดรอยด์ดาวน์โหลดแล้วที่ Android Market ซึ่งผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องรอการอัปเกรดจากผู้ผลิตเครื่องอย่างเคย อย่างไรก็ตาม กูเกิลยังจำกัดให้ Chrome for Android สามารถใช้งานได้บนแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดคือ ICS (Ice Cream Sandwich) เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้แอนดรอยด์ที่มีสิทธิ์ทดสอบ Chrome for Android นั้นมีเพียง 1% ในขณะนี้

การทดสอบพบว่า Chrome for Android มีคุณสมบัติครบเครื่องไม่ต่างจากการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มาพร้อม V8 JavaScript เพื่อการเปลี่ยนหน้าเพจด้วยแท็บด้านบน การใช้งานสามารถเชื่อมต่อข้อมูลหรือ Synchronize กับโครมเวอร์ชันคอมพ์ตั้งโต๊ะ โดยผู้ใช้สามารถเปิดโปรแกรมเสริม Flash Player ของอโดบีหรือ Native Client ของกูเกิลเองได้ตามต้องการ

อย่างไรก็ตาม แม้ Chrome for Android จะจำกัดการทำงานเฉพาะแอนดรอยด์เวอร์ชันล่าสุด Android 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich เท่านั้น แต่นักสังเกตการณ์เชื่อว่า Chrome for Android จะถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ ICS ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงทดสอบ ไม่ต่างจากเบราว์เซอร์ซาฟารี (Safari) ที่ได้รับความนิยมมากบนอุปกรณ์ไอโอเอส (iOS) ของแอปเปิล

ทั้งหมดนี้ ผู้บริหารกูเกิลระบุว่าที่ต้องจำกัดให้ Chrome for Android สามารถรองรับเฉพาะ Android 4.0 เป็นเพราะความจำเป็นด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งอุปกรณ์ Android 4.0 นั้นมีประสิทธิภาพและคุณสมบัติที่เข้ากันได้กับระบบมากกว่าโทรศัพท์รุ่นเก่าแน่นอน

ความเคลื่อนไหวนี้ของกูเกิลยังแสดงถึงทิศทางการขยายตัวของตลาดโครม ซึ่งกลายเป็นเบราวเซอร์ที่สามารถแซงหน้าเว็บเบราว์เซอร์รุ่นพี่อย่าง ไฟร์ฟอกซ์ (Firefox) ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 2 จากส่วนแบ่งล่าสุดที่ 28.94% และ 24.69% ขณะที่ ไออี (Internet Explorer) ยังคงส่วนแบ่งสูงสุดที่ 37.12%

ที่ผ่านมา กูเกิลประกาศจุดยืนในการพัฒนาเว็บเบราว์เซอร์ของตัวเองว่าต้องการคิดใหม่ทำใหม่บนโลกเบราว์เซอร์ เช่นเดียวกับ Chrome for Android ซึ่งกูเกิลต้องการปฏิวัติวงการโมบายล์เบราว์เซอร์ โดยระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์ทุกคุณสมบัติจนกลายเป็น Chrome for Android ในที่สุด

Company Related Link :
Android

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กุมภาพันธ์ 2555 11:09 น.

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

Facebook, Myspace และ Twitter ผนึกกำลังต้าน Google

กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้สำหรับเครือข่ายสังคมรายใหญ่ทั้งเฟซบุ๊ก (Facebook), ทวิตเตอร์ (Twitter) และมายสเปซ (MySpace) ที่ออกมาต่อต้านการปรับปรุงผลการค้นหาข้อมูลครั้งใหม่ของกูเกิล (Google) อย่างจริงจัง โดยแม้การปรับปรุงครั้งนี้จะยังจำกัดอยู่ที่ในสหรัฐฯ แต่ทั้งหมดถือเป็นก้าวสำคัญที่มีส่วนทำลายภาพลักษณ์กูเกิลที่มีมาตลอดแบบน่าใจหาย

ต้นเหตุของการต่อต้านครั้งนี้มาจากการปรับปรุงระบบจัดอันดับผลการค้นหาหรือ rankings ในเว็บไซต์กูเกิลตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าเนื้อหาในเครือข่ายสังคมกูเกิลพลัส (Google+) ทั้งรูป วิดีโอ ความเห็น และลิงก์ล้วนถูกนำมาแสดงไว้แทนที่จะเป็นเนื้อหาจากเครือข่ายสังคมที่ได้รับการยอมรับมากกว่าอย่างทวิตเตอร์ (Twitter) และเฟซบุ๊ก (Facebook)

ทวิตเตอร์เป็นรายแรกที่ออกมาแสดงความไม่พอใจกับการเปลี่ยนแปลงที่กูเกิลให้ชื่อเรียกว่า Search Plus Your World อย่างชัดเจน โดยมองว่าการกระทำเช่นนี้ของกูเกิลนั้นเข้าข่ายปิดกั้นการแข่งขันและเจตนาผูกขาดการค้าในตลาดออนไลน์ เพราะจงใจใช้อิทธิพลในตลาดที่ตัวเองมี เป็นทางลัดให้บริการเครือข่ายของกูเกิลเติบโตอย่างไม่เหมาะสม

ที่ว่าไม่เหมาะสมนั้นเป็นเพราะ Search Plus Your World จะทำให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯเห็นข้อมูลในกูเกิลพลัสแม้ข้อมูลในเครือข่ายสังคมอื่นจะมีคุณภาพมากกว่าและอัปเดทใหม่กว่า จุดนี้กูเกิลอ้างว่าเป็นเพราะเครือข่ายสังคมรายอื่นเลือกจะไม่ต่อสัญญากับกูเกิลในการร่วมมือให้ข้อมูลในเครือข่ายสามารถปรากฏในผลการค้นหา ขณะที่เครือข่ายสังคมหลายค่ายตราหน้าว่ากูเกิลกำลังทำตัวผิดจากปรัญชาบริษัท Don't Be Evil ด้วยท่าทีหวังผลประโยชน์ตนจนไม่คำนึงว่าผู้ใช้จะไม่ได้รับข้อมูลที่ดีที่สุด

แม้จะมีการเรียกร้องให้กรมการค้าสหรัฐฯหรือ Federal Trade Commission ตรวจสอบกูเกิลโดยละเอียด และสงครามน้ำลายที่โต้ตอบไปมาเกี่ยวกับการคัดค้าน Search Plus Your World ของกูเกิล แต่วิศวกรของ Facebook, Twitter และ Myspace ก็ไม่สมใจจนเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา ทั้งหมดได้ร่วมมือเปิดให้ชาวออนไลน์ติดตั้งโปรแกรมเสริมซึ่งทั้ง 3 ให้ชื่อว่า Don't Be Evil bookmarklet โดยเปิดให้ชาวออนไลน์ดึงไปติดตั้งในเว็บเบราวเซอร์ที่เว็บไซต์ Focusontheuser.org เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับผลการค้นหาปกติ เรียกว่าเป็นโปรแกรมที่หลบการทำงาน Search Plus Your World แบบเบ็ดเสร็จ

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า โปรแกรมเสริมนี้ใช้เวลาสร้างในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมี Blake Ross ประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์และ Tom Occhino และ Marshall Roch วิศวกรซอฟต์แวร์ของเฟซบุ๊กเป็นผู้นำทีม แต่ไม่แน่ชัดว่าทั้งหมดคือผู้ที่ตั้งชื่อ Don't Be Evil สุดแสบให้กับโปรแกรมนี้หรือไม่ ซึ่งแม้แต่เด็กมัธยมยังรู้ว่านี่คือการ"หลอกด่า"กูเกิลอย่างชัดเจน

ไม่เพียงการเปิดให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯดึงโปรแกรมเสริม Don't Be Evil ไปใช้งาน ในเว็บไซต์ Focus on the User ยังอธิบายว่าหากผู้ใช้ค้นหาคำว่า "cooking" บนกูเกิลในวันนี้ จะพบกับลิงก์ที่เกี่ยวกับสุดยอดพ่อครัว Jamie Oliver แต่ลิงก์ดังกล่าวไม่ใช่ลิงก์โปรไฟล์ทวิตเตอร์ของเชฟ Jamie แต่เป็นโปรไฟล์ในบริการกูเกิลพลัสซึ่งมีการอัปเดทครั้งล่าสุดเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว แต่ทวิตเตอร์ของเชฟ Jamie นั้นอัปเดทเร็วกว่า ทั้งหมดนี้แสดงถึงความไม่เหมาะสมในการจัดอันดับหรือ ranking ของกูเกิลจนทำให้ผู้ใช้ไม่ได้รับข้อมูลที่ดีพอ

ในขณะที่กูเกิลปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการคลอดโปรแกรมเสริม Don't Be Evil ผู้บริหารเฟซบุ๊กอย่าง Ross ซึ่งเป็นมีดีกรีเป็น 1 ใน 3 ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บเบราว์เซอร์ Firefox กับมอซิลานั้นโพสต์เผยแพร่โปรแกรมเสริม Don't Be Evil นี้ทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กของตัวเองอย่างเต็มที่

สำหรับคนไทย Search Plus Your World จะไม่มีผลใดๆกับการค้นหาข้อมูลในเมืองไทย แต่สำหรับในสหรัฐฯ ผู้สนใจติดตั้งโปรแกรมเสริมนี้สามารถติดตามการทำงานและวิธีใช้ได้จากเว็บไซต์ ซึ่งจะเปิดเผยชุดคำสั่งเพื่อเปิดให้นักพัฒนาร่วมกันสร้างสรรค์ความสามารถเพิ่มเติมต่อโดยเสรี

Company Relate Link :
Google

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มกราคม 2555 16:55 น.

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

RIM หุ้นพุ่งรับข่าวซัมซุงสนใจซื้อ BB

มูลค่าหุ้นบริษัท Research In Motion (RIM) ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน BlackBerry หรือบีบีพุ่งพรวด 8% หลังมีรายงานข่าวว่าซัมซุงกำลังสนใจซื้อกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนของผู้ผลิตบีบี ล่าสุดผู้บริหารซัมซุงปัดยังไม่สนใจซื้อตามที่เป็นข่าว

สื่อต่างประเทศรายงานว่า มูลค่าหุ้นริมในตลาดหุ้นนิวยอร์กวันอังคารที่ 17 มกราคมนั้นเพิ่มเป็น 17.47 เหรียญที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ก เป็นผลจากรายงานของสำนักข่าว BGR ซึ่งอ้างแหล่งข่าวนิรนามว่าซัมซุงกำลังสนใจซื้อกิจการผลิตบีบีจาก RIM แต่ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้เนื่องจากมูลค่าข้อเสนอซื้อขายยังสูงเกินไป

ที่ผ่านมา ยอดขายบีบีที่ตกต่ำลงเรื่อยๆนั้นทำให้มูลค่าหุ้นของ RIM ลดลงต่อเนื่อง 75% ตลอดปี 2011 ซึ่งหากซัมซุงสามารถซื้อกิจการบีบีได้จริง โอกาสที่ส่วนแบ่งตลาดบีบีจะเพิ่มขึ้นนั้นย่อมสูงขึ้น ขณะที่ซัมซุงก็จะมีระบบปฏิบัติการหรือ operating system ที่จะเป็นไม้ตายให้ซัมซุงต่อกรกับแอปเปิลได้ดีขึ้นด้วย โดยขณะนี้ ซัมซุงนั้นผลิตสมาร์ทโฟนหลายรุ่นบนระบบปฏิบัติการ Android ของกูเกิล และ Windows Phone ของไมโครซอฟท์ ซึ่งล้วนเป็นระบบปฏิบัติการที่คู่แข่งอย่างเอชทีซี (HTC) ก็ใช้งานเช่นกัน

นักวิเคราะห์เชื่อว่าซัมซุงมีความสนใจซื้อบีบีจริง เพราะซัมซุงยังไม่มีทางออกเรื่องระบบปฏิบัติการสำหรับสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูงของตัวเอง ซึ่งลำพังระบบปฏิบัติการ Bada ที่ซัมซุงพัฒนาขึ้นนั้นยังไม่มีบารมีแก่กล้าพอจะต่อกรกับคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดได้ ทำให้ขณะนี้ซัมซุงยังต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มอื่นซึ่งมีส่วนทำให้ไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม James Chung โฆษกซัมซุงออกแถลงการอย่างเป็นทางการว่าซัมซุง"ไม่เคย"สนใจซื้อ RIM อย่างที่เป็นข่าว โดยย้ำว่าไม่มีการติดต่อใดๆระหว่างทั้ง 2 บริษัท ทั้งในแง่การซื้อขายบริษัท และการเจรจาเพื่อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์การใช้เทคโนโลยี ทั้งหมดนี้ โฆษก RIM ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นใดๆ

นี่ถือเป็นความคืบหน้าล่าสุดของ RIM หลังจากมีข่าวว่าส่วนแบ่งตลาดของบีบีในสหรัฐฯนั้นลดลงจาก 7.1% เหลือ 6.5% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยการสำรวจของคอมสกอร์ (ComScore) พบว่าซัมซุงซึ่งเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟน Android รายใหญ่ที่สุดนั้นมีส่วนแบ่งตลาดในแดนลุงแซมถึง 25.6% เพิ่มจาก 25.3% เหนือกว่าแอปเปิลที่มีส่วนแบ่งราว 11.2% เพิ่มขึ้น 1.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน

Company Related Link :
RIM
Samsung

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 มกราคม 2555 10:37 น.