วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทุกเรื่องที่ควรรู้ “Axis” เว็บเบราว์เซอร์ใหม่ล่าสุดจากยาฮู

กูเกิลไม่ใช่เสิร์ชเอนจินรายเดียวที่สร้างเว็บเบราว์เซอร์ให้ชาวเน็ตอีกต่อไป เพราะวันนี้ยาฮู (Yahoo) ได้เปิดตัวเว็บเบราว์เซอร์ของตัวเองแล้วในชื่อ “แอกซิส (Axis)”
     
       เว็บเบราว์เซอร์นั้นเป็นโปรแกรมเปิดเว็บไซต์ซึ่งชาวออนไลน์ทั่วโลกต้องใช้งาน สำหรับเว็บเบราว์เซอร์ที่ยาฮูเปิดตัวใหม่ล่าสุดนี้ได้รับการการันตีว่าสามารถทำงานได้แบบไร้รอยต่อกับอุปกรณ์ทั้งไอโฟน ไอแพด และคอมพิวเตอร์พีซี โดยยาฮูตั้งเป้าส่ง “กระแสผลเสิร์ช” หรือรายการเว็บที่ชาวเน็ตต้องการและเชื่อมต่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงผลการค้นหาได้ไม่ว่าจะใช้งานอุปกรณ์ใดอยู่
     
       ในวิดีโอสาธิตการทำงานของแอกซิส พบว่ายาฮูพยายามทลายขั้นตอนการเสิร์ชหรือค้นหาเว็บไซต์แบบดั้งเดิม โดยยาฮูต้องการข้ามขั้นตอนที่ชาวเน็ตต้องไล่สายตาอ่านลิงก์เว็บไซต์ ด้วยการแสดงภาพ “เว็บไซต์ที่มีแนวโน้มว่าผู้ใช้กำลังมองหา”ขึ้นมาแสดงแทน ซึ่งหากเพจที่พบยังไม่ตรงใจ ก็สามารถเสิร์ชได้ใหม่อีกครั้งโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องออกจากหน้าเว็บที่เปิดอยู่
     
       หากใช้งานบนอุปกรณ์ไอโอเอส (IOS) ของแอปเปิล เช่น ไอโฟน ไอแพด และไอพอด ผู้ใช้จะได้เห็นแถบ Axis Bar ซึ่งยาฮูใส่กล่องสำหรับกรอกคีย์เวิร์ดเพื่อค้นหา (search box) และช่องสำหรับกรอกชื่อเว็บไซต์ (address bar) ลงไปเป็นส่วนประกอบหลัก เพียงแตะแถบนี้ รายการค้นหายอดนิยมหรือ trending search จะปรากฏขึ้น ซึ่งหากเป็นหัวข้อน่าสนใจ ผู้ใช้จะสามารถแตะอีกครั้งเพื่ออ่านรายละเอียด ขณะเดียวกันก็สามารถกรอกคีย์เวิร์ดใหม่เพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการ รวมถึงการใส่ชื่อเว็บแอดเดรสเพื่อเปิดเว็บไซต์ได้ตามธรรมเนียมของเว็บเบราว์เซอร์ทั่วไป
     
       จากการสาธิตพบว่า ผลการค้นหาจะสามารถปรากฏแบบอัตโนมัติหากข้อมูลที่ค้นหานั้นเป็นข้อมูลแบบทั่วไป เช่น ตารางฉายภาพยนตร์ หรือรายงานสภาพอากาศ ทั้งหมดนี้สามารถทำได้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องปิดเพจที่ตัวเองอ่านอยู่


หากเป็นการค้นหาข้อมูลเฉพาะทาง แอกซิสจะสร้างส่วนพรีวิวหน้าเว็บไซต์ที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ต้องการ ผู้ใช้จะสามารถเลื่อนและเลือกหน้าเว็บที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบาย

ความพิเศษของแอกซิสยังอยู่ที่หน้าหลักหรือ homepage ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่เข้าบ่อยได้แบบไร้รอยต่อบนอุปกรณ์ไอโอเอสและคอมพิวเตอร์พีซี ทำให้เว็บไซต์ที่ผู้ใช้ไอแพดเปิดบ่อยจะสามารถปรากฏบนไอโฟนได้เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์พีซีที่บ้าน รวมถึงอุปกรณ์ทุกอย่างที่มีแอกซิสเป็นเว็บเบราว์เซอร์
     
       ความสามารถแบบไร้รอยต่อนี้ทำให้การค้นหา 1 ครั้งเกิดขึ้นบนหลายอุปกรณ์ได้ โดยผู้ใช้สามารถกดปุ่ม “Continue from iPhone” ที่ปรากฏบนไอแพด เพื่อชมผลการค้นหาที่เคยเริ่มไว้บนไอโฟน วิธีนี้จะทำให้ผู้ใช้สะดวกสบายเพราะได้ค้นหาบนอุปกรณ์หน้าจอใหญ่กว่าอย่างต่อเนื่อง
     
       สำหรับบนคอมพิวเตอร์พีซี แอกซิสจะเป็นโปรแกรมเสริมหรือ plug-in ที่ทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์ดั้งเดิม ไม่ได้เป็นเว็บเบราว์เซอร์แบบสมบูรณ์ครบที่สามารถทำงานได้แบบฉายเดี่ยว (stand-alone) จุดนี้ยาฮูระบุว่าแอกซิสจะสามารถทำงานร่วมกับโครม (Chrome), ไฟร์ฟอกซ์ (Firefox), ไออี (IE) และซาฟารี (Safari) โดยจะมีเมนูเครื่องมือแอกซิสปรากฏที่ด้านล่างของหน้าจอ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและดูภาพเพจที่พบได้บนหน้าจอเดิมลักษณะเดียวกับที่เห็นบนอุปกรณ์ไอโอเอส
     
       เว็บไซต์ที่เปิดบ่อยบนไอโฟนและไอแพดจะปรากฏบนโฮมเพจบนเบราว์เซอร์ได้เมื่อกดปุ่มบนแถบเครื่องมือแอกซิสซึ่งติดตั้งในเครื่องพีซี ทั้งหมดนี้ยาฮูเปิดให้บริการแอกซิสแล้วที่ iTunes และเว็บไซต์ http://axis.yahoo.com/ คาดว่าจะได้รับความสนใจจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก
     
       คลิกชมวิดีโอ 3 ชิ้นด้านล่างเพื่อความเข้าใจในแอกซิสเพิ่มขึ้น โดยวิดีโอแรกแสดงแนวคิดการทำงานโดยรวมของแอกซิส วิดีโอชิ้นที่สองสาธิตการทำงานบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และชิ้นที่บนไอโฟน


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤษภาคม 2555 11:40 น.

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไอบีเอ็มจัดเต็มระบบคลาวด์องค์กรไซส์กลาง

ไอบีเอ็มต่อยอดแนวคิดสมาร์ทเตอร์คอมพิวเตอร์ ส่งโปรดักต์ใหม่ “ไอบีเอ็ม เพียวซิสเต็มส์” แพกคลาวด์คอมพิวติ้งไว้ในตู้เดียว เน้นความง่ายและประหยัด มุ่งเจาะตลาดองค์กรขนาดกลาง ประหยัดงบได้มากกว่า 50%
      
       นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ทางไอบีเอ็มประเทศไทยพร้อมที่จะนำเสนอระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Expert integrated system ภายใต้ชื่อ ไอบีเอ็ม เพียวซิสเต็มส์ ในประเทศไทย ซึ่งทางไอบีเอ็มมองว่าระบบนี้จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรที่มีจำนวนพนักงานตั้งแต่ 500 คนขึ้นไปจนถึงเกือบหมื่นคนที่มองการลงทุนระบบไอทีขององค์กรที่จะก้าวไปสู่คลาวด์ภายในองค์กร หรือในอนาคตจะก้าวสู่คลาวด์สาธารณะ โดยเพียวซิสเต็มส์นี้สามารถช่วยให้การบริหารจัดการระบบไอทีที่ยุ่งยากซับซ้อนให้ง่ายและประหยัดทรัพยากรการจัดการไอทีภายในองค์กรได้อย่างมหาศาล
      
       จากข้อมูลไอดีซีระบุว่า องค์กรขนาดกลางต้องใช้งบประมาณทางด้านไอทีถึง 70% ในการดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบ ทำให้แหลือเงินเพียงเล็กน้อยประมาณ 1 ใน 5 ของงบประมาณสำหรับใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือนำนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านไอที
      
       ทั้งนี้ ไอบีเอ็มใช้เวลา 4 ปี หมดงบประมาณไปกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในการวิจัยและพัฒนา และยังใช้ทีมวิศวกรทั้งหมดกว่าพันคนที่ทำงานในห้องทดลอง 17 แห่งจาก 37 ประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาระบบ Expert integrated system ขึ้นมา ที่เป็นการออกแบบสเกลอินใหม่ที่รวมเซิร์ฟเวอร์ หน่วยเก็บข้อมูล เครือข่าย และความเชี่ยวชาญไว้ภายในตัว เพียวซิสเต็มส์นั้นแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวิวัฒนาการระบบคอมพิวเตอร์ โดยการเชื่อมต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ให้เกี่ยวโยงกันมากขึ้น
      
       นายธนพงษ์กล่าวอีกว่า การออกแบบสเกลอินของเพียวซิสเต็มส์เป็นการผสานรวมและการออปติไมซ์องค์ประกอบสำคัญทั้งหมดที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูลในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย หน่วยเก็บข้อมูล การคำนวณ การบริหารจัดการระบบ ฯลฯ และจัดเตรียมระบบการจัดการแบบมุมมองเดียว ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบที่สามารถตั้งค่าได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและอัปเกรด
      
       “เพียวซิสเต็มส์เพียงชุดเดียวสามารถตั้งค่าและรันได้โดยใช้เวลาเพียง 1 ใน 3 เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีอื่นของไอบีเอ็ม เมื่อเปรียบเทียบกับเซิร์ฟเวอร์เบลดรุ่นก่อนหน้านี้ เพียวซิสเต็มส์สามารถปรับสเกลรีซอร์สการคำนวณระบบเครือข่ายและหน่วยเก็บข้อมูลได้โดยอัตโนมัติและรวดเร็ว”
      
       ไอบีเอ็ม เพียวซิสเต็มส์ ที่เปิดตัวในครั้งนี้มีด้วยกัน 2 โมเดล ประกอบไปด้วย IBM PureFlex และ IBM PureApplication โดย IBM PureFlex เป็นซิสเต็มส์ที่รวมโครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีไว้เสร็จสรรพ ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ เน็ตเวิร์ก ซอฟต์แวร์บริหารจัดการ และซอฟต์แวร์ด้านเวอร์ชวลไลเซชัน สามารถนำไปติดตั้งแอปพลิเคชันทางธุรกิจได้ทันที
      
       ส่วน IBM PureApplication จะเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบมาสำหรับติดตั้งแอปพลิเคชันต่างๆ ด้วยการนำเสนอการขายด้วยพาร์ตนัมเบอร์เดียว และยังได้เพิ่มความพิเศษสุดตรงความสามารถของซอฟต์แวร์ใหม่ที่เรียกว่า รูปแบบของความเชี่ยวชาญ (Pattern of Expertise) รูปแบบดังกล่าวรวมความรู้และทักษะการดำเนินงานและความเชี่ยวชาญอุตสาหกรรมเข้าไว้ในระบบโดยตรง เพื่อทำให้ภารกิจด้านไอทีและอุตสาหกรรมทั่วไปหลายประเภทกลายเป็นระบบอัตโนมัติ และสามารถลดเวลาและรีซอร์สที่จำเป็นต้องใช้สำหรับภารกิจพื้นฐานและภารกิจที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าที่เคยใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการนำไปใช้ ขณะนี้สามารถนำไปใช้ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
      
       พร้อมกันนี้ ไอบีเอ็มยังได้เปิดตัว เพียวซิสเต็มส์ เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมแอปลิเคชันเอนเตอร์ไพรส์สำหรับเพียวซิสเต็มส์โดยเฉพาะผ่านทางออนไลน์ ซึ่งมีตั้งแต่แอปพลิเคชันทั่วไป และแอปพลิเคชันเฉพาะอุตสาหกรรมมากกว่า 150 รายการ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันสำหรับธนาคาร อุตสาหกรรมสินค้าสำหรับผู้บริโภค ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โซลูชันต่างๆ จนถึงการให้บริการไอทีเซอร์วิสที่ออกแบบเพื่อตอบสนองธุรกิจช่วยให้ค้นหารูปแบบที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
      
       นายธนพงษ์กล่าวว่า เนื่องจากไอบีเอ็ม เพียวซิสเต็มส์ ถูกสร้างขึ้นมาบนแนวคิดสำหรับองค์กรขนาดกลางที่ต้องการก้าวสู่ไพรเวตคลาวด์ แต่ยังขาดความพร้อมทางด้านบุคลากร รวมถึงงบประมาณที่จำกัด ด้วยความง่ายและคล่องตัวที่ไม่ต้องมองหาอุปกรณ์อื่นๆ มาสร้างระบบไพรเวตคลาวด์ขึ้นมาเอง เพราะไอบีเอ็มได้ทำการอินทิเกรตอุปกรณ์เหล่านั้นมาให้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานของระบบไอทีองค์กร ทุกอย่างพร้อมทำงานด้วยเพียงการคลิกแค่ 4 คลิกเท่านั้น
      
       ในการทำตลาด ไอบีเอ็มได้วางตำแหน่งของเพียวซิสเต็มส์ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกสำหรับลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการคลาวด์สาธารณะ และผู้พัฒนาระบบคลาวด์ในองค์กร กลุ่มที่ 2 องค์กรที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์ของไอบีเอ็มเข้าไปทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมทางไอทีที่มีความหลากหลาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เช่น องค์กรทางด้านโทรคมนาคม และธนาคาร และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มลูกค้าเดิมของไอบีเอ็มที่ต้องการต่อยอดการใช้งานทางด้านตลาดคลาวด์คอมพิวติ้งมากขึ้น
      
        “ระบบเริ่มต้นของเพียวซิสเต็มส์ เริ่มตั้งแต่ราคา 5-10 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับคอนฟิกแต่ละบริษัท”
      
       นายธนพงษ์ยอมรับว่า ตลาดของเพียวซิสเต็มส์ถือเป็นตลาดใหม่ แตกต่างจากการลงทุนระบบไอทีแบบเดิมๆ ที่ใช้งบประมาณสูง แต่สำหรับเพียวซิสเต็มส์ถ้าเป็น IBM PureFlex สามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 50% ขณะที่ IBM PureApplication กลับสูงกว่าประมาณ 70%
      
       Company Relate Link :
       IBM Pure Systems


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤษภาคม 2555 06:38 น.

Chrome เขี่ย IE นั่งแชมป์เว็บเบราว์เซอร์โลก 1 สัปดาห์

       ผลสำรวจตลาดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโลกชิ้นล่าสุด พบว่าโปรแกรมเปิดเว็บไซต์หรือเว็บเบราว์เซอร์ของกูเกิลอย่างโครม (Chrome) นั้นสามารถแซงหน้าไออีหรือ Internet Explorer ของไมโครซอฟท์ไปได้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ส่งให้โครมกลายเป็นประตูที่ชาวออนไลน์ใช้เปิดเว็บไซต์มากที่สุดในโลกช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
      
       แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียง 1 สัปดาห์ แต่การแซงหน้าของสัดส่วนผู้ใช้โครมที่สูงกว่าไออีนั้นถูกบันทึกว่าเป็นครั้งแรกที่ไออีถูกแซงหน้าในรอบ 10 กว่าปีที่ไออีครองแชมป์เบราว์เซอร์โลก โดยการสำรวจจากบริษัทวิจัย StatCounter พบว่า ในช่วงที่โครมถูกใช้งานมากที่สุด สัดส่วนผู้ใช้โครมคือ 31.88% จากปริมาณเว็บทราฟฟิกหรือการเรียกใช้งานเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก สูงกว่าไออีที่มีสัดส่วนการใช้งาน 31.47%
      
       อีกแนวโน้มที่น่าสนใจ คือแนวโน้มจากกราฟแสดงปริมาณผู้ใช้โครมนั้นสะท้อนว่าโครมกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ผิดจากไออีที่มีทิศทางกราฟลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์ที่ต้องการเวลาพิสูจน์
      
       อย่างไรก็ตาม การแซงหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถาวร และไออีสามารถตีเสมอขึ้นมาได้สำเร็จ จุดนี้มีการวิเคราะห์ว่าเพราะไออียังมีฐานผู้ใช้ที่มั่นคงในหลายภูมิภาค ซึ่งล้วนเป็นภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่น เช่น อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ รวมถึงประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่บนโลกอุตสาหกรรมไอทีอย่างอินเดีย
      
       ที่สำคัญ ไออียังคงมีไม้ตายที่การเป็น “default web browser” ที่ติดตั้งมาให้เรียบร้อยในเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ (Windows) ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 90% ในโลกคอมพิวเตอร์ ทำให้ไออียังสามารถครองตลาดผู้ใช้ที่ไม่ชำนาญด้านเทคโนโลยีได้อย่างเหนียวแน่น เพราะผู้ใช้เหล่านี้มักไม่ดาวน์โหลดเบราว์เซอร์อื่นมาใช้งานแทน
      
       สำหรับจุดเด่นที่ทำให้โครมสามารถทำคะแนนนิยมเหนือไออี เชื่อว่าเป็นเพราะรูปแบบการใช้งานที่สะดวกและเรียบง่าย แถมยังสามารถทำความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ได้ดี ทั้งหมดนี้ไมโครซอฟท์ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามปรับปรุงให้ไออีรุ่นใหม่สามารถทำงานได้ดีและปลอดภัยกว่าเดิม ซึ่งทั้งหมดจะรวมอยู่ใน Internet Explorer 10 ที่ไมโครซอฟท์จะแจ้งเกิดด้วยการพ่วงไปกับระบบปฏิบัติการ Windows 8 เพื่อวางจำหน่ายในปีนี้
      
       Company Related Link :
       Chrome


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2555 09:57 น.

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ไปดูต้นไม้อัจฉริยะ "โต้ตอบกับเจ้าของได้"

       ทีมวิจัยมหาวิทยาลัย Keio University โชว์ระบบที่ทำให้ต้นไม้มีชีวิตชีวามากกว่าเคย เพราะระบบนี้จะทำให้ต้นไม้ขยับกิ่งแสดงท่าทางรับรู้เรื่องราวที่เราเล่าให้ฟังได้ รวมถึงสะบัดใบเพื่อโต้ตอบกับผู้คนบริเวณนั้นได้ง่ายๆ
   
       ระบบอัจฉริยะที่ว่านี้ประกอบด้วยมอเตอร์ 2 กลไก ซึ่งเป็นเบื้องหลังที่ทำให้ต้นไม้เคลื่อนไหวได้ โดยมอเตอร์นี้จะทำงานอิงตามคำสั่งจากไมโครโฟนและเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เป็นผลให้ต้นไม้สามารถตอบสนองการเคลื่อนไหวของผู้คนบริเวณรอบๆได้

ทีมวิจัยทดสอบระบบต้นไม้อัจฉริยะนี้กับต้นไม้หลายชนิดและหลากสภาวะแวดล้อม ผลคือต้นไม้อัจฉริยะนี้สามารถเคลื่อยไหวได้หลายรูปแบบตามอารมณ์ความเคลื่อนไหวที่ตรวจจับได้ แถมยังสามารถใช้งานได้ทั้งในอาคารและนอกอาคาร ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ได้ทั้งกับต้นไม้ขนาดเล็กและใหญ่ (ชมการเคลื่อนไหวของต้นไม้อัจฉริยะนี้ได้จากวิดีโอด้านล่าง)

นักวิจัยมหาวิทยาลัย Keio University ระบุว่าระบบดังกล่าวถูกพัฒนาเพื่อให้ต้นไม้สามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ รวมถึงการแสดงอารมณ์ของต้นไม้ในรูปแบบใหม่ ซึ่งจากการพัฒนามาร่วมปี ยังไม่พบต้นไม้ใดที่เสียหายเพราะระบบนี้
    
Company Related Link :
Keio U


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 เมษายน 2555 16:15 น.

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

ชมโฉม “แว่นอัจฉริยะ” จากกูเกิล

กูเกิล (Google) เปิดตัวโปรเจกต์ล่าสุดอย่างเป็นทางการในนาม “Project Glass” ประเดิมโชว์ต้นแบบแว่นตาเทคโนโลยี augmented reality หรือ AR แก่สาธารณชน ซึ่งผู้ใส่จะได้เห็นข้อมูลแบบอิงสถานที่ในแบบเรียลไทม์ ที่สำคัญคือผู้ใส่สามารถเอ่ยปากออกคำสั่งให้แว่นบันทึกภาพวิดีโอ ถ่ายรูป และรับส่งข้อความ เครือข่ายสังคมของกูเกิล “กูเกิลพลัส (Google+)” ถูกใช้เป็นเวทีเปิดเผยรายละเอียด Project Glass อย่างน่าสนใจ เพราะทีม Google X ผู้พัฒนาโปรเจกต์นี้ต้องการประชาสัมพันธ์ให้นักพัฒนาร่วมกันสร้างสรรค์ข้อมูลสำหรับแว่นอัจฉริยะนี้ผ่านเครือข่ายสังคมของกูเกิล ที่ผ่านมาโครงการนี้ถือเป็นความลับซึ่งกูเกิลยังไม่เคยออกมายืนยันความจริงแม้จะมีข่าวลือหนาหูเพียงไร ทีมงานกูเกิลระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการแลกเปลี่ยนความรู้ที่หลากหลายกับทุกคน โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดความคืบหน้าของเรื่องราวและแนวคิดแว่นตาอัจฉริยะนี้จากกูเกิลได้ ขณะเดียวกันก็สามารถร่วมเสนอแนวคิดต่อกูเกิลได้ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่กูเกิลพัฒนาโครงการพัฒนาอุปกรณ์อัจฉริยะที่สวมใส่ได้ หรือ wearable computing ตัวแว่นตาประกอบด้วยเลนส์โปร่งใส หรือ see-through lens ที่สามารถรับข้อมูลแบบสตรีมมิ่งแก่ผู้ใช้ได้อย่างไร้รอยต่อ ความสามารถสำคัญของแว่นนี้คือการทำงานด้านมัลติมีเดียที่สามารถรองรับคำสั่งเสียง ซึ่งตรงกับข่าวลือที่ถูกเผยแพร่มาก่อนหน้านี้ นิก บิลตัน (Nick Bilton) ผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทมส์เคยรายงานว่า หนึ่งในผู้ที่ได้ทดลองใช้งานแว้นอัจฉริยะนี้บรรยายว่าแว่นจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ไม่ต้องล้วงกระเป๋าเพื่อหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา แต่สามารถกดปุ่มที่แว่นตาเพื่อถ่ายภาพ หรือรับข้อมูลได้ทันใจ


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 เมษายน 2555 12:27 น.

อินเทลจัด 'อะเมซิ่งพีซี' คาราวานสอนคอมพ์รากหญ้า

อินเทลมาแปลกเติมหมวดความรู้ในโครงการอะเมซิ่ง พีซี ใส่โปรแกรมอีเลิร์นนิ่งสอนทักษะใช้คอมพ์ 'อีซี่ สเต็ปส์' อบรมเข้ม 2 วัน 6 หลักสูตร พร้อมจับมือพันธมิตรแบรนด์พีซีดัง 7 ราย พ่วงภาครัฐ กระทรวงไอซีทีและกสทช. เข้าหนุน หวังเจาะตลาดรากฐานในต่างจังหวัด 15 ล้านครัวเรือนที่ยังไม่มีคอมพ์ใช้ นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า อินเทลจับมือกับกระทรวงไอซีที ,คณะกรรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.),สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่ออุตสาหกรรม (ไอซีทีไอ) และพันธมิตรทางธุรกิจทั้งผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ 7แบรนด์ดัง ประกอบด้วย เอเซอร์ เอซุส ซัมซุง เดลล์ เอชพี เลอโนโวและโตชิบา ผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ทีโอที เอไอเอสและ 3บีบี ร่วมมือกันภายใต้โครงการ อะเมซิ่ง พีซี ซึ่งเป็นโครงการที่อินเทลจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 6 ความพิเศษของโครงการอะเมซิ่ง พีซีในปีนี้ อยู่ที่จะเป็นปีแรกที่เน้นการให้ความรู้ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลในต่างจังหวัดในรูปแบบคาราวานความรู้ที่มีถึง 7 คาราวาน ที่จะลงไปยังพื้นที่ในระดับตำบล 400 แห่งใน 67 จังหวัดทั่วประเทศ โดยคาดว่าโครงการนี้จะทำให้กว่า 4 แสนครัวเรือนทั่วประเทศมีโอกาสเข้าถึงและได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ นายเอกรัศมิ์กล่าวว่าจากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า สัดส่วนของครัวเรือนในประเทศไทยที่มีกว่า 19.65 ล้านครัวเรือนนั้น มีถึง 15.16 ล้านครัวเรือนหรือ 77% ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้งาน เมื่อเจาะลึกลงไปว่า ทำไมถึงไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้งานนั้น มีถึง 59% ที่ระบุว่า ไม่เห็นความจำเป็น สามารถใช้งานจากที่อื่นได้ 15% ใช้ไม่เป็น 12% ขณะที่ปัจจัยเรื่องราคาแพงนั้นมีเพียง 2% เท่านั้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เวลานี้รายได้ของครัวเรือนในประเทศไทยมีมากเพียงพอที่จะซื้อหาคอมพิวเตอร์มาใช้แล้ว แตกต่างจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่ปัจจัยราคามีสัดส่วนที่สูงมาก


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 5 เมษายน 2555 10:35 น.

“รถบินได้” พร้อมขายปีหน้า

รถบินได้จะไม่ได้อยู่แค่ในนิยายวิทยาศาสตร์สติเฟื่องอีกต่อไป เพราะบริษัทอเมริกันนาม Terrafugia Inc. ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเอพีว่าต้นแบบรถบินได้นั้นผ่านขั้นตอนการทดสอบมาแล้วอย่างสมบูรณ์ ทำให้แผนการวางจำหน่ายรถบินได้ในปี 2013 ของบริษัทกำลังจะเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ รถบินได้นี้มีชื่อว่า Transition มาพร้อม 2 ที่นั่ง 4 ล้อ และปีกซึ่งสามารถพับได้ ตัวเครื่องสามารถใช้ขับขี่บนท้องถนนได้ปกติ ขณะเดียวกันก็สามารถบินขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความสูง 1,400 ฟุตในเวลา 8 นาที (จากการทดสอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา) เทียบกับเครื่องบินพาณิชย์ที่บินในระดับความสูง 35,000 ฟุต

คลิปวิดีโอข้างบนนี้ถูกเปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 หลังผ่านไป 2 ปี ข้อมูลล่าสุดคือรถบินได้คันนี้ถูกจับจองด้วยเงิน 10,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 300,000 บาท) จากผู้สนใจ 100 รายเพื่อสิทธิ์ซื้อ Transition ก่อนใคร คาดว่าตัวเลขลูกค้าของรถบินได้จะเพิ่มจำนวนขึ้นหากบริษัท Terrafugia เริ่มเปิดตัว Transition ต่อสาธารณชนในงาน New York Auto Show ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ สนนราคาของรถบินได้นี้คือ 279,000 เหรียญ หรือประมาณ 8.6 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รถบินได้รุ่นนี้ไม่ถูกมองว่าจะสามารถช่วยให้ผู้ใช้พ้นจากสถานการณ์จราจรติดขัด เพราะตัวรถยังต้องการรันเวย์เพื่อบินขึ้น ประวัติศาสตร์ความพยายามพัฒนารถบินได้นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ยุค 1930 โดย Robert Mann นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมการบินนั้นมองว่า Terrafugia เป็นผู้พัฒนาที่มาใกล้ความจริงมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ก็มีส่วนช่วยเหลือโครงการนี้ด้วยการอนุมัติคำขอของบริษัทในการใช้กระจกพิเศษซึ่งมีน้ำหนักเบากว่ากระจกในรถยนต์ปกติ รวมถึงการสร้างความมั่นใจด้วยการตรวจสอบระบบชิ้นส่วนรถที่ถูกพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมดเพื่อให้มีน้ำหนักเบากว่าเดิมโดยละเอียด Transition สามารถเดินทางด้วยความเร็ว 70 ไมล์ต่อชั่วโมงบนถนน และ 115 ไมล์ต่อชั่วโมงบนอากาศ แหล่งพลังงานที่มช้คือน้ำมันรถยนต์ 23 แกลลอนแทงค์ ซึ่งการเดินทางบนอากาศจะผลาญพลังงาน 5 แกลลอนต่อชั่วโมง สำหรับภาคพื้นดิน จะใช้น้ำมัน 35 ไมล์ต่อแกลลอน อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลว่ารถบินได้จะยังไม่สามารถสร้างกระแสให้ผู้บริโภคได้ เพราะปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงทั่วโลก

Company Related Link : Terrafugia

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 เมษายน 2555 10:00 น.

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

นับถอยหลัง GDrive ไดร์ฟพิเศษจาก Google?

บริการที่ร่ำลือกันมานานอย่าง GDrive ถูกนำมากล่าวถึงอีกครั้งในวันนี้ โลกออนไลน์ฟันธงว่าพี่ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิล (Google) จะเปิดให้บริการเก็บไฟล์ออนไลน์แก่สาธารณชนในช่วงไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ คาดว่าจะมาพร้อมบริการที่ต่ำกว่าบริการเก็บไฟล์ยอดฮิตอย่าง Dropbox ด้วย

วอลล์สตรีทเจอร์นอลเป็นหนึ่งในสื่อที่รายงานเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยระบุว่าบริการใหม่ของกูเกิลซึ่งในข่าวใช้ชื่อบริการว่า "Drive" นั้นจะให้พื้นที่ฝากไฟล์แก่ชาวออนไลน์ฟรีระดับหนึ่ง ขณะที่ผู้ใช้ในองค์กรธุรกิจจะสามารถใช้งานร่วมกับ Google Apps ได้

ฟังดูอาจไม่ค่อยพิเศษ เพราะกูเกิลเริ่มแนบคุณสมบัติให้พื้นที่เก็บข้อมูลฟรีในบริการทั้ง Google Docs และ Gmail ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2010 อยู่แล้ว เพียงแต่ก็ยังไม่เคยประชาสัมพันธ์ในชื่อ GDrive หรือบริการฝากไฟล์สไตล์ Dropbox เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม เจอร์นอลตั้งข้อสังเกตว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้จะเน้นให้บริการไฟล์ประเภทภาพ วิดีโอ และข้อมูลส่วนตัว ซึ่งเพิ่มเติมจากบริการด้านเอกสาร อีเมล และเพลงที่กูเกิลแถมพื้นที่มาให้แล้วก่อนหน้านี้

บริการฝากไฟล์ออนไลน์นั้นเป็นบริการเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งที่นิยมมากในปัจจุบัน หลักการคือผู้ใช้คอมพิวเตอร์จะสามารถฝากไฟล์ไว้บนโลกออนไลน์ได้อย่างอิสระ เพื่อให้อุปกรณ์ทุกอย่างที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสามารถเปิดไฟล์นั้นๆได้ทุกที่ทุกเวลา บริการนี้ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องพกพาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเครื่องใหญ่ไปมา หรือไม่ต้องพกพาแฟลชไดร์ฟติดตัว แต่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ต่ออินเทอร์เน็ตอื่นๆเป็นเครื่องมือเปิดไฟล์ในขณะเดินทางได้

สำหรับกรณีของกูเกิล แหล่งข่าวของเจอร์นอลรายงานว่า หากผู้ใช้ต้องการอีเมลวิดีโอที่ถ่ายจากกล้องบนสมาร์ทโฟน แอปพลิเคชัน Drive ในสมาร์ทโฟนจะช่วยอัปโหลดไฟล์วิดีโอขึ้นสู่เว็บไซต์ได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้รายนั้นสามารถส่งเพียงลิงก์แนบไปกับอีเมล แทนที่จะต้องเสียเวลาแนบไฟล์ใหญ่โตของวิดีโอ

การอัปโหลดไฟล์วิดีโอจากสมาร์ทโฟนแบบอัตโนมัติจะช่วยให้การแบ่งปันวิดีโอบนบริการเครือข่ายสังคมทำได้ง่ายขึ้นด้วย หากไม่แบ่งปันในเครือข่ายสังคม ก็สามารถเปิดให้กลุ่มเพื่อนเฉพาะคนเข้ามาชมวิดีโอได้ในขณะเดียวกัน

นี่เป็นรายงานข่าวเกี่ยวกับ GDrive ชิ้นล่าสุดหลังจากถูกลือครั้งแรกในปี 2007 ว่ากูเกิลจะเพิ่มไดร์ฟเก็บข้อมูลดิจิตอลให้ผู้ใช้แต่ละคนสามารถเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ต้องผูกติดกับคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง ข่าวดังกล่าวหายเงียบไปจนกระทั่งปี 2009 มีการรายงานว่าบริการดังกล่าวจะถูกใช้ชื่อว่า "Google Web Drive" จนล่าสุดปี 2011 ที่ผ่านมา กูเกิลเปิดตัวบริการตู้เก็บเพลงออนไลน์ที่สามารถสตรีมเพลงไปเล่นบนอุปกรณ์ใดก็ได้ในชื่อ Google Music ซึ่งยังไม่เป็นกระแสร้องแรงเท่าที่ควร

ตามธรรมเนียม กูเกิลยังไม่เปิดเผยความเห็นใดๆต่อรายงานข่าวที่เกิดขึ้น เท่ากับชาวออนไลน์ต้องรอดูความคืบหน้าต่อไป

Company Related Link :
Google

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 กุมภาพันธ์ 2555 19:38 น.

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ผู้บริโภคจะเป็นอย่างไร เมื่อ Symantec ถูกนักแฮกเรียกค่าไถ่ ?


หนึ่งในข่าวไอทีต่างประเทศที่ได้รับความสนใจจากโลกออนไลน์ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คือไซแมนเทค (Symantec) ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจรไฮเทคกลุ่ม Anonymous เรียกเงินค่าไถ่ โดยขู่ว่าหากไซแมนเทคไม่ยอมจ่ายเงิน ซอร์สโค้ดหรือชุดคำสั่งในโปรแกรม Norton Utilities และ pcAnywhere ที่ไซแมนเทควางขายแก่ผู้ใช้ จะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชนบนโลกออนไลน์

ไม่พูดเปล่า แต่แฮกเกอร์โจรยังขู่ไซแมนเทคด้วยการปล่อยซอร์สโค้ดบางส่วนออกมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าจะมีการปล่อยซอร์สโค้ดออกมาอีกในอนาคต

การปล่อยซอร์สโค้ดโปรแกรมนั้นเป็นคำขู่ที่ยิ่งใหญ่สำหรับบริษัทจำหน่ายโปรแกรมแอนตี้ไวรัสอย่างไซแมนเทค เพราะการเผยแพร่ชุดคำสั่งสู่สาธารณชนจะมีโอกาสทำให้กลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถศึกษาชุดคำสั่งเพื่อเจาะระบบการป้องกันที่วางไว้ได้ ไม่ต่างกับการส่งแผนที่ให้ศัตรูรู้ว่าได้วางกับดักใดไว้ในสมรภูมิรบ ซึ่งศัตรูจะสามารถหาช่องทางเจาะแนวรบเข้ามาประชิดเมืองได้ง่ายกว่าเดิม

หากประชิดเมืองได้ ชาวเมืองย่อมตกอยู่ในอันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย เท่ากับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของไซแมนเทคกำลังอยู่ในความเสี่ยง แต่ในข่าว ไซแมนเทคยืนยันว่าผู้บริโภคจะไม่ได้รับผลกระทบอะไร แถมคาดว่าซอร์สโค้ดที่กำลังจะถูกเผยแพร่เพิ่มเติมนั้นเป็นชุดคำสั่งเก่าที่จะไม่มีผลใดๆกับผู้ใช้ในพ.ศ.นี้

คำถามคือจริงหรือไม่ อย่างไร?

คำยืนยันของไซแมนเทคมีส่วนเชื่อถือได้ เพราะ Cris Paden ประชาสัมพันธ์ของไซแมนเทคนั้นยืนยันว่าชุดคำสั่งที่ Anonymous เผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์นั้นเป็นชุดคำสั่งเดียวกับที่บริษัทเคยพบว่าถูกขโมยไปตั้งแต่ปี 2006 โดยเป็นชุดคำสั่งของโปรแกรม Norton Utilities และ pcAnywhere คาดว่าชุดคำสั่งต่อไปที่โจรนักแฮกจะปล่อยออกมา อาจเป็นชุดคำสั่งของโปรแกรม Norton Antivirus Corporate Edition และ Norton Internet Security ปี 2006

ความที่เป็นโปรแกรมเก่าแก่อายุมากกว่า 5 ปี ทำให้ไซแมนเทคเชื่อว่าลูกค้าไซแมนเทคและนอร์ตันจะไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แถมประชาสัมพันธ์ไซแมนเทคยังย้ำว่าบริษัทไม่ได้หวั่นใจกับคำขู่ของโจรนักแฮกเลย แม้นักแฮกจะเปิดฉากข่มขู่ไซแมนเทคมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมาด้วยการเปิดเผยเอกสารความยาวกว่า 2,700 คำที่อธิบายหลักการทำงานของโปรแกรม Norton Antivirus

เหตุผลคือเพราะเอกสารเหล่านี้เป็นเอกสารเผยแพร่ทั่วไปที่มีอายุมากกว่า 12 ปี ไม่เพียงเก่าแต่ยังไม่มีความลับด้านความปลอดภัยใดๆ ทำให้บริษัทไม่สนใจต่อการเรียกค่าไถ่ซึ่งโจรแฮกเรียกร้องไปถึง 500,000 เหรียญสหรัฐ

ประชาสัมพันธ์ไซแมนเทคชี้แจงว่าบริษัทไม่เคยส่งอีเมลต่อรองค่าไถ่แก่โจรนักแฮก แต่อีเมลที่โจรนักแฮกนำเผยแพร่เพื่อให้โลกเข้าใจว่าได้ต่อรองกับพนักงานของไซแมนเทคเรื่องค่าไถ่นั้น เป็นอีเมลที่ส่งโดยเจ้าพนักงานสหรัฐฯ ซึ่งโต้ตอบหลอกล่อเพื่อสืบหาเบาะแสขบวนการแฮกครั้งนี้ ไม่ใช่อีเมลต่อรองในนามของไซแมนเทคแต่อย่างใด

อีกส่วนที่ผู้บริโภคควรวางใจ คือขบวนการ Anonymous ไม่ได้ประสบความสำเร็จในการแฮกระบบของไซแมนเทค เพราะ Anonymous ยอมรับว่าได้รับข้อมูลซอร์สโค้ดเหล่านี้มาจากการเจาะระบบเครือข่ายทหารของรัฐบาลอินเดีย จุดนี้ไซแมนเทคปฏิเสธไม่ให้ความเห็นเกี่ยวกับแหล่งต้นตอที่ขบวนการ Anonymous อ้างไว้ โดยระบุเพียงว่าไซแมนเทคไม่เคยตกลงแบ่งปันซอร์สโค้ดกับหน่วยงานรัฐบาลอินเดียใดๆ

แต่ลึกๆแล้ว ผู้บริโภคทั่วโลกอดหวั่นใจไม่ได้ เพราะ Norton Antivirus เป็นผลิตภัณฑ์หลักที่ทำเงินให้ไซแมนเทคในธุรกิจซอฟต์แวร์สำหรับผู้บริโภคคอนซูเมอร์ (มูลค่าตลาด 2 พันล้านเหรียญ) โดยนอร์ตันเป็นโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 150 ล้านคนทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ขนาดสุดยอดบริษัทผู้อาสาตัวเป็นผู้ดูแลความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ของหลายบริษัททั่วโลกอย่างไซแมนเทค ยังจับพลัดจับพลูถูกนักเจาะระบบดัดหลังเรียกค่าไถ่จนสูญเสียความเชื่อมั่นเช่นนี้ ย่อมแปลว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกออนไลน์แม้จะมีการรักษาความปลอดภัยเพียงใด

แต่ในเบื้องต้น ไซแมนเทคได้เปิดอัปเดทฟรีสำหรับผู้ใช้โปรแกรม pcAnywhere เพื่อให้ทุกคนเปลี่ยนไปใช้โปรแกรมเวอร์ชันปัจจุบัน พร้อมกับท่องคาถาเดิมว่า ขอให้ผู้บริโภคใช้โปรแกรมรักษาความปลอดภัยเวอร์ชันใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าคอมพิวเตอร์ได้รับการคุ้มครองที่รัดกุมตลอดเวลา

ผลกระทบเดียวของผู้บริโภคในเรื่องนี้ จึงดูเหมือนว่าเป็นการตอกย้ำความจริงเรื่องความจำเป็นในการอัปเกรดเวอร์ชันโปรแกรมแอนตี้ไวรัส ซึ่งไม่ใช่แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้บริโภคอย่างเราทุกคนก็ไม่ควรมองข้าม

Company Related Link :
Symantec

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กุมภาพันธ์ 2555 14:56 น.