วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ยาฮูถูกเจาะ ชื่อผู้ใช้ 453,000 บัญชีว่อนเน็ต

ยาฮู (Yahoo!) ยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการบนอินเทอร์เน็ตตกเป็นข่าวถูกเจาะระบบ ทำให้ข้อมูลผู้ใช้มากกว่า 453,000 บัญชีถูกนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ เบื้องต้นมีเพียงรายงานว่าข้อมูลชื่อยูสเซอร์เนมและรหัสผ่านถูกเปิดเผย แต่ไม่มีการให้ข้อมูลว่าเป็นบัญชีของบริการใดบ้าง
      
       เว็บไซต์ด้านการรักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ TrustedSec.com รายงานว่าจำนวนชื่อบัญชีผู้ใช้บริการยาฮูที่อยู่ในความเสี่ยงนั้นมีสูงถึง 453,492 ราย โดยคาดว่าบริการ Yahoo Voices คือ 1 ในบริการที่ถูกเจาะระบบจนทำให้นักแฮกสามารถนำข้อมูลผู้ใช้งานออกมาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต
      
       นักแฮกที่นำข้อมูลผู้ใช้ยาฮูมาเผยแพร่นี้เรียกตัวเองว่า D33Ds Company ซึ่งอ้างว่าได้เจาะระบบฐานข้อมูลชื่อยูสเซอร์เนมและรหัสผ่านด้วยการระดมสั่งคำสั่ง SQL รายงานจาก Ars Technica ระบุว่าการโจมตีครั้งนี้มุ่งให้เครื่องเซิร์ฟเวอร์ระบบทำงานมากเกินไปจนไม่สามารถรักษาความปลอดภัยได้เท่าที่ควร วิธีนี้จะทำให้ระบบเกิดช่องโหว่และทำให้นักเจาะระบบสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญในฐานข้อมูลจำนวนมากที่เก็บไว้ได้

อย่างไรก็ตาม D33Ds Company อ้างว่าต้องการกระตุ้นให้บริษัทที่เกี่ยวข้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่สำคัญให้มากกว่านี้ จึงดำเนินการเจาะระบบเพื่อเป็น "wake-up call" ให้ยาฮูได้รู้ตัว โดยระบุด้วยว่ายังมีช่องโหว่อีกมากมายในระบบเซิร์ฟเวอร์ของยาฮู ซึ่งอาจจะสร้างอันตรายได้มากกว่าการแฮกครั้งนี้
      
       “โปรดอย่าวางใจ ยังมีข้อมูล subdomain และข้อมูลอื่นที่สำคัญที่ไม่ได้ถูกโพสต์เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา” ตามถ้อยคำที่กลุ่ม D33Ds Company บรรยายไว้บนอินเทอร์เน็ต
      
       ยาฮูยังไม่ออกมาให้ความเห็นกับกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นอีกข่าวร้ายด้านความปลอดภัยของยาฮู โดยเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โปรแกรมเบราว์เซอร์ Axis ซึ่งยาฮูเปิดตัวให้ชาว iOS, ผู้ใช้วินโดวส์ และแมคอินทอชได้ใช้งานนั้นถูกรายงานว่ามีช่องโหว่ที่ทำให้มัลแวร์ประสงร้ายสามารถติดตั้งตัวเองลงในเครื่อง ทำให้ Axis ถูกมองว่าไม่ปลอดภัยและไม่น่าเชื่อถือ
      
       ผู้ใช้บริการ Yahoo Voices ที่หวั่นใจว่าอาจอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ขอแนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
      
       Company Related Link :
       Yahoo
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2555 18:15 น.

นิวยอร์กเก๋ เปลี่ยนโทรศัพท์สาธารณะเป็นจุดใช้ “ไวไฟ” ฟรี

โทรศัพท์สาธารณะซึ่งเป็นมรดกจากยุคก่อนโทรศัพท์มือถือ กำลังจะได้เกิดใหม่เป็นจุดกระจายสัญญาณไวไฟ (Wi-fi hotspot) เพื่อให้บริการฟรีแก่ชาวเมืองนิวยอร์ก ประเดิมนำร่องก่อน 12,000 จุด เบื้องต้นยังไม่มีโฆษณาแต่อาจจะมีเพิ่มในอนาคต
      
       สื่ออเมริกันรายงานว่า การติดตั้งจุดกระจายสัญญาณไวไฟฟรีในบริเวIที่ให้บริการโทรศัพท์สาธารณะของเมืองนิวยอร์กนี้จะครอบคลุมพื้นที่ 5 ย่านดังของนิวยอร์ก ทั้งหมดจะทำให้ผู้ใช้ที่เดินตามท้องถนนสามารถออนไลน์ได้ฟรี เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวที่จะสามารถเข้าสู่เว็บไซต์แหล่งท่องเที่ยวได้ทันใจ
      
       บูทโทรศัพท์สาธารณะ 10 จุดพร้อมเราเตอร์กระจายสัญญาณไวไฟที่ถูกติดตั้งไว้ด้านบนของบูทนั้นเริ่มให้บริการแล้วตั้งแต่วันพุธที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดย 6 บูทนั้นอยู่ในย่านแมนฮัตตัน, 2 บูทอยู่ที่บรูกลิน และ 1 บูทอยู่ที่ย่านควีนส์ โดยจะขยายไปยังบูทโทรศัพท์สาธารณะในย่านบรอนซ์ และสตาเทนไอสแลนด์ต่อไป
      
       รายงานระบุว่า สำนักงานไอซีทีของเมืองนิวยอร์กกำลังอยู่ระหว่างทำงานร่วมกับบริษัทเอเยนซีโฆษณาเพื่อหารายได้จากการติดป้ายโฆษณาบนบูทมาหมุนเวียนในการให้บริการ เพื่อให้ชาวเมืองหรือหน่วยงานรัฐไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในโครงการ ทั้งในแง่การติดตั้งอุปกรณ์ การจัดการ และงานบริการผู้ใช้


ทั้งหมดนี้ เจ้าหน้าที่เมืองนิวยอร์กย้ำว่าบริการไวไฟฟรีจะไม่ได้มาแทนที่โทรศัพท์สาธารณะ โดยผู้ใช้จะยังสามารถใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะได้ต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้บูทโทรศัพท์สาธารณะมากกว่า 1 แห่งเพิ่งถูกติดตั้งในนิวยอร์ก ทั้งหมดนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่าต้องการให้บริการเสริมเพิ่มจากโทรศัพท์สาธารณะเท่านั้น
      
       ข้อมูลระบุว่า รัศมีให้บริการไวไฟฟรีนั้นอยู่ระหว่าง 100-200 ฟุตรอบบูท โดยชื่อเครือข่ายที่ให้บริการจะระบุว่าเป็น “Free Wi-Fi” หรือ “NYC Free Public Wi-Fi” เพื่อให้ชาวเมืองออนไลน์ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ฟรีผ่านสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์วางตัก แท็บเล็ต และอุปกรณ์ไวไฟอื่นๆ โดยเครือข่ายจะไม่มีการปกป้องด้วยรหัสผ่านใดๆ ซึ่งเมื่อผู้ใช้เปิดโปรแกรม browser แล้วคลิกยอมรับเงื่อนไขการใช้งาน ก็จะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้
      
       เจ้าหน้าที่เมืองนิวยอร์กยืนยันว่าจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ชาวเมืองนิวยอร์กสามารถออนไลน์ได้อย่างสบายใจ โดยผู้ใช้จะสามารถใช้งานเว็บไซต์ใดก็ได้ และไม่มีการกำหนดระยะเวลาให้บริการ
      
       อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลความเร็วในการให้บริการขณะนี้ มีเพียงคำยืนยันว่าผู้ใช้จะไม่เห็นโฆษณาในระยะเวลาทดสอบบริการ ซึ่งไม่มีข้อมูลว่าการทดสอบจะสิ้นสุดเมื่อใด
      
       ไม่แน่ ข่าวนี้อาจจุดประกายให้ “กทม.” มีโครงการคุณภาพลักษณะนี้บ้าง ผู้สนใจในสหรัฐฯสามารถติดตามตำแหน่งพื้นที่บูทโทรศัพท์สาธารณะที่ให้บริการฟรีไวไฟได้ที่นี่


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2555 16:56 น.

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

กระหึ่ม “Airtime” บริการวิดีโอแชตที่อาสาเป็น “โทรศัพท์” บนเฟซบุ๊ก

ฌอน ปาร์เกอร์ (Sean Parker) และชาวน์ แฟนนิง (Shawn Fanning) สองผู้ร่วมก่อตั้งบริการแชร์ไฟล์เพลง “แนปสเตอร์ (Napster)” ซึ่งเป็นข่าวดังเมื่อ 10 ปีก่อน ได้ร่วมใจคลอดบริการใหม่อีกครั้งซึ่งเน้นให้บริการเพื่อนมาร่วมทำวิดีโอแบตหรือการสนทนาแบบเห็นหน้าบนเว็บไซต์ หวังแพร่หลายระดับ “โทรศัพท์” บนเครือข่ายสังคมเบอร์ 1 อย่างเฟซบุ๊ก
      
       บริการสนทนาแบบเห็นภาพหรือวิดีโอแชตของสองผู้ก่อตั้งแนปสเตอร์นี้ถูกตั้งชื่อว่า แอร์ไทม์ (Airtime) โดยแม้จะเป็นเว็บไซต์แยกต่างหาก ผู้ที่สามารถใช้แอร์ไทม์ได้นั้นจะต้องเป็นสมาชิกบริการเครือข่ายสังคมเฟซบุ๊กด้วย จุดนี้ถือเป็นโอกาสมากกว่าข้อจำกัดเพราะจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊กในปัจจุบันนั้นมีมากกว่า 950 ล้านคนแล้ว
      
       ทั้งหมดนี้ ปาร์เกอร์ให้สัมภาษณ์ว่า แอร์ไทม์ไม่ใช่เครือข่ายสังคมรูปแบบใหม่ที่ตั้งใจแข่งขันกับเฟซบุ๊ก (Facebook) บริการเครือข่ายสังคมซึ่งเป็นเจ้าตลาดเครือข่ายสังคมในขณะนี้ จุดยืนที่แอร์ไทม์วางไว้คือการเป็นมากกว่าเครือข่ายสังคมซึ่งคนที่เป็นเพื่อนกันอยู่แล้วจะสามารถสื่อสารกันได้ โดยหวังให้แอร์ไทม์รับประโยชน์จาก “network effect” หรือผลข้างเคียงของเครือข่ายสังคมที่จะทำให้ชาวออนไลน์ใช้งานแพร่หลายมากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งให้แอร์ไทม์ถูกใช้งานแพร่หลายเหมือนกับ “โทรศัพท์” ที่คนทั่วโลกใช้งาน
      
       แนวคิดนี้ของผู้สร้างแนปสเตอร์นั้นยิ่งใหญ่มาก เพราะเมื่อคำนึงถึงเครือข่ายที่ครอบคลุมผู้ใช้ในประเทศทั่วโลกอย่างเฟซบุ๊กนั้นถือว่าบริการแอร์ไทม์มีโอกาสเติบโตสูง แถมความสัมพันธ์แน่นเฟ้นระหว่างปาร์เกอร์ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเฟซบุ๊กตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ล้วนทำให้แอร์ไทม์ได้รับความสนใจจากวงการไอทีทั่วโลก
      
       ปาร์เกอร์ถูกถ่ายทอดในภาพยนตร์เรื่อง “The Social Network” ภายใต้การแสดงของนักร้องหนุ่มจัสติน ทิมเบอร์เลก (Justin Timberlake) ในภาพยนตร์รางวัลออสการ์นี้สะท้อนว่าปาร์เกอร์มีบทบาทสำคัญมากในการก่อร่างเฟซบุ๊กในวันนี้
      
       สำหรับกรณีของแอร์ไทม์ ปาร์เกอร์ให้ความเห็นว่าความตั้งใจของการสร้างบริการนี้คือการทำให้อินเทอร์เน็ตมีความสนุกสนานมากขึ้น พร้อมกับที่ชาวออนไลน์จะสามารถสนทนาผ่านวิดีโอแชตได้แบบเรียลไทม์ และสามารถแชตกับใครก็ได้ที่ไม่รู้จักนอกเครือข่ายสังคมที่ตัวเองมี
      
       อย่างไรก็ตาม ปาร์เกอร์ระบุว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยจะเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของแอร์ไทม์ ยังไม่ให้รายละเอียดแต่ระบุว่าจะป้องกันไม่ให้มีการใช้วิดีโอแชตในทางที่ผิด
      
       ผู้ต้องการใช้แอร์ไทม์จะต้องมี Web camera ติดตั้งเบราว์เซอร์ Chrome, Firefox 3+, IE 8 ขึ้นไป ตัวเครื่องใช้หน่วยประมวลผลความเร็ว 1.5GHz หรือเร็วกว่า ต้องมี RAM มากกว่า 512MB และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 1.5Mbps ขึ้นไป
      
       แอร์ไทม์แจ้งเกิดท่ามกลางบริการวิดีโอแชตที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบันอย่างสไกป์ (Skype) ซึ่งไมโครซอฟท์ซื้อไป ยังมีบริการแฮงก์เอาต์ (Hangout) ของกูเกิล รวมถึงบริการน้องใหม่อย่างแชตรูเลตต์ (Chatroulette) จุดนี้ปาร์เกอร์ระบุว่าแอร์ไทม์แตกต่างจากบริการเหล่านี้เพราะสามารถทำงานได้ชนิดเรียลไทม์บนอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริง
      
       หลังจากที่ปาร์เกอร์และแฟนนิงเปิดตัวแนปสเตอร์ตั้งแต่ปี 1999 ทั้งคู่ระบุว่าไม่เคยคิดว่าบริการแชร์ไฟล์เพลงจะได้รับความนิยมสูงเช่นนั้น โดยสาวกแนปสเตอร์หลายล้านคนซึ่งดาวน์โหลดแนปสเตอร์ไว้ในเครื่องพร้อมใจกันแบ่งปันเพลงที่ตัวเองมีให้ชาวออนไลน์รายอื่นฟังอย่างถล่มทลาย ส่งให้แนปสเตอร์ถูกฟ้องร้องโดยค่ายเพลงที่เสียประโยชน์ และต้องปิดตัวลงในที่สุด
      
       ชมตัวอย่างการใช้ Airtime เป็นช่องทางร้องเพลงให้เพื่อนฟังได้จากคลิปวิดีโอด้านล่าง


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 6 มิถุนายน 2555 18:33 น.

เปิดแล้ว App Center ใหม่จากเฟซบุ๊ก

เครือข่ายสังคมยอดฮิต "เฟซบุ๊ก (Facebook)" เปิดตัวแหล่งรวมแอปพลิเคชันสำหรับชาวเฟซบุ๊กในชื่อ "แอปเซ็นเตอร์ (App Center)" อย่างเป็นทางการ ปูทางให้ใช้งานแล้วบนอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการไอโอเอส (iOS) อย่างไอโฟน ไอแพด และไอพ็อด รวมถึงอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android) หลากแบรนด์ เช่นเดียวกับผู้เล่นเฟซบุ๊กผ่านเว็บไซต์ Facebook.com ไม่หวังเป็นร้านโหลดแอปแต่ขอเป็นตัวช่วยให้ชาวเฟซบุ๊กใช้แอปพลิเคชันกับเพื่อนได้สนุกกว่าเดิม
      
       เฟซบุ๊กระบุว่าจำนวนแอปพลิเคชันในแอปเซ็นเตอร์ขณะนี้คือ 600 แอปพลิเคชัน ได้แก่แอปพลิเคชันที่ฮอตฮิตติดลมบนอย่าง Pinterest, Draw Something, Nike+, Path และ Ghost Recon ทั้งหมดนี้เฟซบุ๊กยืนยันว่าแอปเซ็นเตอร์จะไม่ใช่ร้านจำหน่ายแอปพลิเคชันเพื่อแข่งขันกับ Google Play หรือ iTunes App Store ของแอปเปิล แต่ต้องการเป็นฮับหรือแหล่งที่ชาวเฟซบุ๊กจะสามารถเข้ามาค้นหาแอปพลิเคชันใหม่ที่น่าสนใจ ซึ่งอิงกับกิจกรรมบนเฟซบุ๊กของคุณเองและของผองเพื่อน โดยไม่ว่าระบบจะแนะนำแอปพลิเคชันใด ผู้ใช้ก็จะถูกส่งไปยังหน้า Google Play และ iTunes อยู่ดี เพื่อดาวน์โหลดแอปนั้นอย่างง่ายดาย
      
       สำหรับผู้ใช้งานผ่านเว็บไซต์ ชาวเฟซบุ๊กสามารถใช้งานแอปเซ็นเตอร์จากแถบ bookmark ซึ่งจะแสดงไว้ด้านมุมซ้านบนของหน้า news feed ทุกคนสามารถเลือกดูแอปพลิเคชันตามกลุ่มเช่นเกม บันเทิง เพลง และข่าว เพื่อไล่รายชื่อแอปพลิเคชันที่เพื่อนใช้งานอยู่ หรือแอปพลิเคชันแนะนำน่าสนใจที่เพิ่งเปิดตัว
      
       ข้อมูลระบุว่า แอปเซ็นเตอร์จะแนะนำแอปโดยอิงจากแอปพลิเคชันที่คุณใช้งานอยู่ โดยเฉพาะแอปพลิเคชันที่ชาวเฟซบุ๊กตั้งค่าลงชื่อใช้งานด้วยชื่อและรหัสผ่านเฟซบุ๊ก (Facebook login) รสนิยมการใช้งานแอปพลิเคชันเหล่านี้จะถูกประมวลผลกลายเป็นรายการแอปพลิเคชันแนะนำ ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊กผ่านเว็บจะสามารถทดลองใช้แอปพลิเคชันนั้นได้ทันที ส่วนผู้ใช้อุปกรณ์พกพาก็จะถูกส่งลิงก์ไปยัง iTunes หรือ Google Play เพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชันต่อไป
      
       ความเคลื่อนไหวนี้ของเฟซบุ๊กตอกย้ำเทรนด์การเลือกแอปพลิเคชันแนว "Social Picks" หรือการเลือกตามกระแสความนิยมในขณะนั้น ซึ่งชาวเฟซบุ๊กจะสามารถตรวจรายชื่อแอปพลิเคชันยอดนิยมที่ถูกดาวน์โหลดมากที่สุดในแต่ละหมวดได้อย่างง่ายดาย จุดนี้ชัดเจนว่าเฟซบุ๊กสามารถนำจุดแข็งเรื่องความแน่นเฟ้นในเครือข่ายสังคม มาเสริมความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ให้กับผู้ใช้ได้อย่างเหมาะสม
      
       ระหว่างการเปิดตัวแอปเซ็นเตอร์ เฟซบุ๊กให้ข้อมูลว่าชาวออนไลน์มากกว่า 230 ล้านคนนั้นเล่นเกมบนเฟซบุ๊กทุกเดือน โดยมากกว่า 130 เกมที่เปิดให้เล่นบนเฟซบุ๊กนั้นมีจำนวนผู้ใช้สม่ำเสมอหรือ active user มากกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน แถมในเวลา 8 เดือนนับตั้งแต่เฟซบุ๊กจัดงาน f8 (กันยายน 2011) มีแอปพลิเคชันมากกว่า 4,500 แอปพลิเคชันแล้วที่เปิดตัวสำหรับทำงานบนไทม์ไลน์ (timeline)
      
       เฟซบุ๊กอ้างว่าเป็นช่องทางนำชาวออนไลน์เข้าสู่ร้าน Apple App Store ถึง 83 ล้านครั้งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีส่วนผลักดันให้ชาวออนไลน์ใช้งานแอปพลิเคชันไอโอเอสมากกว่า 134 ล้านครั้งในเดือนเดียวกัน
      
       ผู้ใช้ชาวไทย สามารถตรวจรายชื่อแอปพลิเคชันที่เฟซบุ๊กแนะนำได้แล้วที่ https://www.facebook.com/appcenter หรือคลิกชมวิดีโอด้านล่างเกี่ยวกับบริการแอปเซ็นเตอร์เพิ่มเติม


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 มิถุนายน 2555 17:16 น.

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

Review : Intel "Ivy Bridge + Series 7 Chipset" คอร์ไอยุคสาม ฟีเจอร์คือพระเอก

หลังจากอินเทลใช้แผนการพัฒนาหน่วยประมวลผลในรูปแบบ Tick-Tock ทำให้เทคโนโลยีหน่วยประมวลผลในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนรวดเร็วขึ้นมาก
      
       อย่างในวันนี้ทีมงานไซเบอร์บิซก็ได้รับชุดทดสอบ Intel "Ivy Bridge" ในรูปแบบเดสก์ท็อปพีซีที่เน้นจุดเด่นในเรื่องกราฟิกออนชิป Intel HD Graphics 4000 มาทดสอบรีดเค้นประสิทธิภาพอีกครั้ง แต่ก่อนจะไปรับชมผลการทดสอบ ทีมงานจะขออธิบายเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงใน Ivy Bridge กันก่อน
      
       เปิดหัวใจ Ivy Bridge

             สำหรับการเปลี่ยนแปลงใน Intel Ivy Bridge ทางทีมงานขอแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักได้แก่ ส่วนแรกในเรื่องหน่วยประมวลผลจะเปลี่ยนเทคโนโลยีเป็น 22 นาโนเมตรบนทรานซิสเตอร์แบบ 3 มิติจากเดิมเป็น 2 มิติ (และถือเป็นหน่วยประมวลผล คอร์ ไอ ยุคที่ 3) ที่ทางอินเทลปรับปรุงเรื่องประหยัดพลังงานให้ดีขึ้น และรองรับ PCI Express 3.0 พร้อมเปลี่ยนกราฟิกชิปออนบอร์ดเป็น Intel HD Graphics 4000 ซึ่งมีการอัปเกรดในเรื่องการรองรับชุดคำสั่งกราฟิก DirectX 11, OpenCL 1.1 OpenGL 3.1, HTML5, รองรับการต่อ 3 จอภาพพร้อมกัน และรองรับการประมวลผลภาพ 3 มิติผ่านเทคโนโลยี Intro 3D รวมถึงมีการปรับให้รองรับกับฟีเจอร์ Intel Wireless Display ให้ดีขึ้นกว่าใน Sandy Bridge

       มาในส่วนที่สองสำหรับรายละเอียดชิปเซ็ทซีรีย์ 7 ซึ่งเปิดตัวพร้อมกับหน่วยประมวลผล Ivy Bridge จะมีการปรับปรุงจากรุ่นก่อนหน้าค่อนข้างมาก เริ่มจากส่วนสำคัญคือในชิปซีรีย์ 7 จะรองรับ USB 3.0 ได้ในตัวเอง นอกจากนั้นสิ่งที่นักตัดต่อภาพยนตร์รอมานานอย่าง Intel Thunderbolt ก็พร้อมรองรับแล้วในชิปเซ็ทตระกูลใหม่นี้
      
       ในส่วนการปรับเปลี่ยนอื่นๆ ก็เริ่มจากการรองรับ High Speed SATA 6GB/s สำหรับ SSD และ PCI Express 3.0 รวมถึงชิปเซ็ทใหม่นี้จะรองรับการทำงานร่วมกับชิป Wireless Centrino รุ่นใหม่ เช่นรุ่น Advanced-N 6235
      
       สำหรับการทำงานร่วมกับหน่วยประมวลผล ชิปเซ็ทซีรีย์ 7 จะใช้งานร่วมกับหน่วยประมวลผล 32 นาโนเมตร Sandy Bridge และ 22 นาโนเมตร Ivy Bridge ได้

      Intel Smart Response Technology เป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถนำ SSD มาใช้งานร่วมกับ HDD จานหมุนได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน
      
       Intel Rapid Start Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เด่นในเรื่อง Fast Resume หรือความหมายก็คือ ระหว่างผู้ใช้กำลังทำงานและจำเป็นต้องปิดเครื่องเพื่อย้ายโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์ไปที่อื่นกระทันหัน ผู้ใช้สามารถกดสวิตซ์ปิดเครื่อง ถอดปลั๊กหรือแบตเตอรีออก จากนั้นเมื่อเชื่อมต่อใหม่ระบบจะ Resume ค่าทั้งหมดกลับมาในเวลาไม่เกิน 5 วินาที ทำให้ผู้ใช้สามารถทำงานต่อได้โดยไม่ต้องเปิดโปรแกรมใหม่หมด
      
       Intel Smart Connect Technology จะเป็นระบบดึง Feed ข้อมูลเช่นอีเมล์ ทวิตเตอร์ ข้อความต่างๆ ได้เมื่อคอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊กอยู่ในสถานะ Hibernate โดยการทำงานจะใช้เทคโนโลยี Smart System Energy Management ในการจัดการทั้งหมด ซึ่งระหว่างปิดเครื่องระบบจะยังเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และมีการดาวน์โหลดข้อมูลเหล่านั้นมาเก็บไว้ในตัวเครื่อง และเมื่อผู้ใช้เปิดคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ก็จะสามารถข้อดูข้อมูลเหล่านั้นได้ทันที

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2555 10:02 น.

วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทุกเรื่องที่ควรรู้ “Axis” เว็บเบราว์เซอร์ใหม่ล่าสุดจากยาฮู

กูเกิลไม่ใช่เสิร์ชเอนจินรายเดียวที่สร้างเว็บเบราว์เซอร์ให้ชาวเน็ตอีกต่อไป เพราะวันนี้ยาฮู (Yahoo) ได้เปิดตัวเว็บเบราว์เซอร์ของตัวเองแล้วในชื่อ “แอกซิส (Axis)”
     
       เว็บเบราว์เซอร์นั้นเป็นโปรแกรมเปิดเว็บไซต์ซึ่งชาวออนไลน์ทั่วโลกต้องใช้งาน สำหรับเว็บเบราว์เซอร์ที่ยาฮูเปิดตัวใหม่ล่าสุดนี้ได้รับการการันตีว่าสามารถทำงานได้แบบไร้รอยต่อกับอุปกรณ์ทั้งไอโฟน ไอแพด และคอมพิวเตอร์พีซี โดยยาฮูตั้งเป้าส่ง “กระแสผลเสิร์ช” หรือรายการเว็บที่ชาวเน็ตต้องการและเชื่อมต่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงผลการค้นหาได้ไม่ว่าจะใช้งานอุปกรณ์ใดอยู่
     
       ในวิดีโอสาธิตการทำงานของแอกซิส พบว่ายาฮูพยายามทลายขั้นตอนการเสิร์ชหรือค้นหาเว็บไซต์แบบดั้งเดิม โดยยาฮูต้องการข้ามขั้นตอนที่ชาวเน็ตต้องไล่สายตาอ่านลิงก์เว็บไซต์ ด้วยการแสดงภาพ “เว็บไซต์ที่มีแนวโน้มว่าผู้ใช้กำลังมองหา”ขึ้นมาแสดงแทน ซึ่งหากเพจที่พบยังไม่ตรงใจ ก็สามารถเสิร์ชได้ใหม่อีกครั้งโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องออกจากหน้าเว็บที่เปิดอยู่
     
       หากใช้งานบนอุปกรณ์ไอโอเอส (IOS) ของแอปเปิล เช่น ไอโฟน ไอแพด และไอพอด ผู้ใช้จะได้เห็นแถบ Axis Bar ซึ่งยาฮูใส่กล่องสำหรับกรอกคีย์เวิร์ดเพื่อค้นหา (search box) และช่องสำหรับกรอกชื่อเว็บไซต์ (address bar) ลงไปเป็นส่วนประกอบหลัก เพียงแตะแถบนี้ รายการค้นหายอดนิยมหรือ trending search จะปรากฏขึ้น ซึ่งหากเป็นหัวข้อน่าสนใจ ผู้ใช้จะสามารถแตะอีกครั้งเพื่ออ่านรายละเอียด ขณะเดียวกันก็สามารถกรอกคีย์เวิร์ดใหม่เพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการ รวมถึงการใส่ชื่อเว็บแอดเดรสเพื่อเปิดเว็บไซต์ได้ตามธรรมเนียมของเว็บเบราว์เซอร์ทั่วไป
     
       จากการสาธิตพบว่า ผลการค้นหาจะสามารถปรากฏแบบอัตโนมัติหากข้อมูลที่ค้นหานั้นเป็นข้อมูลแบบทั่วไป เช่น ตารางฉายภาพยนตร์ หรือรายงานสภาพอากาศ ทั้งหมดนี้สามารถทำได้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องปิดเพจที่ตัวเองอ่านอยู่


หากเป็นการค้นหาข้อมูลเฉพาะทาง แอกซิสจะสร้างส่วนพรีวิวหน้าเว็บไซต์ที่ตรงกับคีย์เวิร์ดที่ต้องการ ผู้ใช้จะสามารถเลื่อนและเลือกหน้าเว็บที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบาย

ความพิเศษของแอกซิสยังอยู่ที่หน้าหลักหรือ homepage ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่เข้าบ่อยได้แบบไร้รอยต่อบนอุปกรณ์ไอโอเอสและคอมพิวเตอร์พีซี ทำให้เว็บไซต์ที่ผู้ใช้ไอแพดเปิดบ่อยจะสามารถปรากฏบนไอโฟนได้เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์พีซีที่บ้าน รวมถึงอุปกรณ์ทุกอย่างที่มีแอกซิสเป็นเว็บเบราว์เซอร์
     
       ความสามารถแบบไร้รอยต่อนี้ทำให้การค้นหา 1 ครั้งเกิดขึ้นบนหลายอุปกรณ์ได้ โดยผู้ใช้สามารถกดปุ่ม “Continue from iPhone” ที่ปรากฏบนไอแพด เพื่อชมผลการค้นหาที่เคยเริ่มไว้บนไอโฟน วิธีนี้จะทำให้ผู้ใช้สะดวกสบายเพราะได้ค้นหาบนอุปกรณ์หน้าจอใหญ่กว่าอย่างต่อเนื่อง
     
       สำหรับบนคอมพิวเตอร์พีซี แอกซิสจะเป็นโปรแกรมเสริมหรือ plug-in ที่ทำงานร่วมกับเบราว์เซอร์ดั้งเดิม ไม่ได้เป็นเว็บเบราว์เซอร์แบบสมบูรณ์ครบที่สามารถทำงานได้แบบฉายเดี่ยว (stand-alone) จุดนี้ยาฮูระบุว่าแอกซิสจะสามารถทำงานร่วมกับโครม (Chrome), ไฟร์ฟอกซ์ (Firefox), ไออี (IE) และซาฟารี (Safari) โดยจะมีเมนูเครื่องมือแอกซิสปรากฏที่ด้านล่างของหน้าจอ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาและดูภาพเพจที่พบได้บนหน้าจอเดิมลักษณะเดียวกับที่เห็นบนอุปกรณ์ไอโอเอส
     
       เว็บไซต์ที่เปิดบ่อยบนไอโฟนและไอแพดจะปรากฏบนโฮมเพจบนเบราว์เซอร์ได้เมื่อกดปุ่มบนแถบเครื่องมือแอกซิสซึ่งติดตั้งในเครื่องพีซี ทั้งหมดนี้ยาฮูเปิดให้บริการแอกซิสแล้วที่ iTunes และเว็บไซต์ http://axis.yahoo.com/ คาดว่าจะได้รับความสนใจจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก
     
       คลิกชมวิดีโอ 3 ชิ้นด้านล่างเพื่อความเข้าใจในแอกซิสเพิ่มขึ้น โดยวิดีโอแรกแสดงแนวคิดการทำงานโดยรวมของแอกซิส วิดีโอชิ้นที่สองสาธิตการทำงานบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และชิ้นที่บนไอโฟน


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤษภาคม 2555 11:40 น.

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไอบีเอ็มจัดเต็มระบบคลาวด์องค์กรไซส์กลาง

ไอบีเอ็มต่อยอดแนวคิดสมาร์ทเตอร์คอมพิวเตอร์ ส่งโปรดักต์ใหม่ “ไอบีเอ็ม เพียวซิสเต็มส์” แพกคลาวด์คอมพิวติ้งไว้ในตู้เดียว เน้นความง่ายและประหยัด มุ่งเจาะตลาดองค์กรขนาดกลาง ประหยัดงบได้มากกว่า 50%
      
       นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ทางไอบีเอ็มประเทศไทยพร้อมที่จะนำเสนอระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Expert integrated system ภายใต้ชื่อ ไอบีเอ็ม เพียวซิสเต็มส์ ในประเทศไทย ซึ่งทางไอบีเอ็มมองว่าระบบนี้จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรที่มีจำนวนพนักงานตั้งแต่ 500 คนขึ้นไปจนถึงเกือบหมื่นคนที่มองการลงทุนระบบไอทีขององค์กรที่จะก้าวไปสู่คลาวด์ภายในองค์กร หรือในอนาคตจะก้าวสู่คลาวด์สาธารณะ โดยเพียวซิสเต็มส์นี้สามารถช่วยให้การบริหารจัดการระบบไอทีที่ยุ่งยากซับซ้อนให้ง่ายและประหยัดทรัพยากรการจัดการไอทีภายในองค์กรได้อย่างมหาศาล
      
       จากข้อมูลไอดีซีระบุว่า องค์กรขนาดกลางต้องใช้งบประมาณทางด้านไอทีถึง 70% ในการดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบ ทำให้แหลือเงินเพียงเล็กน้อยประมาณ 1 ใน 5 ของงบประมาณสำหรับใช้ในการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือนำนวัตกรรมใหม่ๆ ทางด้านไอที
      
       ทั้งนี้ ไอบีเอ็มใช้เวลา 4 ปี หมดงบประมาณไปกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในการวิจัยและพัฒนา และยังใช้ทีมวิศวกรทั้งหมดกว่าพันคนที่ทำงานในห้องทดลอง 17 แห่งจาก 37 ประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนาระบบ Expert integrated system ขึ้นมา ที่เป็นการออกแบบสเกลอินใหม่ที่รวมเซิร์ฟเวอร์ หน่วยเก็บข้อมูล เครือข่าย และความเชี่ยวชาญไว้ภายในตัว เพียวซิสเต็มส์นั้นแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในวิวัฒนาการระบบคอมพิวเตอร์ โดยการเชื่อมต่อระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ให้เกี่ยวโยงกันมากขึ้น
      
       นายธนพงษ์กล่าวอีกว่า การออกแบบสเกลอินของเพียวซิสเต็มส์เป็นการผสานรวมและการออปติไมซ์องค์ประกอบสำคัญทั้งหมดที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูลในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครือข่าย หน่วยเก็บข้อมูล การคำนวณ การบริหารจัดการระบบ ฯลฯ และจัดเตรียมระบบการจัดการแบบมุมมองเดียว ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบที่สามารถตั้งค่าได้ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและอัปเกรด
      
       “เพียวซิสเต็มส์เพียงชุดเดียวสามารถตั้งค่าและรันได้โดยใช้เวลาเพียง 1 ใน 3 เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีอื่นของไอบีเอ็ม เมื่อเปรียบเทียบกับเซิร์ฟเวอร์เบลดรุ่นก่อนหน้านี้ เพียวซิสเต็มส์สามารถปรับสเกลรีซอร์สการคำนวณระบบเครือข่ายและหน่วยเก็บข้อมูลได้โดยอัตโนมัติและรวดเร็ว”
      
       ไอบีเอ็ม เพียวซิสเต็มส์ ที่เปิดตัวในครั้งนี้มีด้วยกัน 2 โมเดล ประกอบไปด้วย IBM PureFlex และ IBM PureApplication โดย IBM PureFlex เป็นซิสเต็มส์ที่รวมโครงสร้างพื้นฐานระบบไอทีไว้เสร็จสรรพ ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ เน็ตเวิร์ก ซอฟต์แวร์บริหารจัดการ และซอฟต์แวร์ด้านเวอร์ชวลไลเซชัน สามารถนำไปติดตั้งแอปพลิเคชันทางธุรกิจได้ทันที
      
       ส่วน IBM PureApplication จะเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบมาสำหรับติดตั้งแอปพลิเคชันต่างๆ ด้วยการนำเสนอการขายด้วยพาร์ตนัมเบอร์เดียว และยังได้เพิ่มความพิเศษสุดตรงความสามารถของซอฟต์แวร์ใหม่ที่เรียกว่า รูปแบบของความเชี่ยวชาญ (Pattern of Expertise) รูปแบบดังกล่าวรวมความรู้และทักษะการดำเนินงานและความเชี่ยวชาญอุตสาหกรรมเข้าไว้ในระบบโดยตรง เพื่อทำให้ภารกิจด้านไอทีและอุตสาหกรรมทั่วไปหลายประเภทกลายเป็นระบบอัตโนมัติ และสามารถลดเวลาและรีซอร์สที่จำเป็นต้องใช้สำหรับภารกิจพื้นฐานและภารกิจที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าที่เคยใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการนำไปใช้ ขณะนี้สามารถนำไปใช้ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
      
       พร้อมกันนี้ ไอบีเอ็มยังได้เปิดตัว เพียวซิสเต็มส์ เซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมแอปลิเคชันเอนเตอร์ไพรส์สำหรับเพียวซิสเต็มส์โดยเฉพาะผ่านทางออนไลน์ ซึ่งมีตั้งแต่แอปพลิเคชันทั่วไป และแอปพลิเคชันเฉพาะอุตสาหกรรมมากกว่า 150 รายการ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันสำหรับธนาคาร อุตสาหกรรมสินค้าสำหรับผู้บริโภค ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น โซลูชันต่างๆ จนถึงการให้บริการไอทีเซอร์วิสที่ออกแบบเพื่อตอบสนองธุรกิจช่วยให้ค้นหารูปแบบที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว
      
       นายธนพงษ์กล่าวว่า เนื่องจากไอบีเอ็ม เพียวซิสเต็มส์ ถูกสร้างขึ้นมาบนแนวคิดสำหรับองค์กรขนาดกลางที่ต้องการก้าวสู่ไพรเวตคลาวด์ แต่ยังขาดความพร้อมทางด้านบุคลากร รวมถึงงบประมาณที่จำกัด ด้วยความง่ายและคล่องตัวที่ไม่ต้องมองหาอุปกรณ์อื่นๆ มาสร้างระบบไพรเวตคลาวด์ขึ้นมาเอง เพราะไอบีเอ็มได้ทำการอินทิเกรตอุปกรณ์เหล่านั้นมาให้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานของระบบไอทีองค์กร ทุกอย่างพร้อมทำงานด้วยเพียงการคลิกแค่ 4 คลิกเท่านั้น
      
       ในการทำตลาด ไอบีเอ็มได้วางตำแหน่งของเพียวซิสเต็มส์ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกสำหรับลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจด้านการให้บริการคลาวด์สาธารณะ และผู้พัฒนาระบบคลาวด์ในองค์กร กลุ่มที่ 2 องค์กรที่ต้องการนำผลิตภัณฑ์ของไอบีเอ็มเข้าไปทำงานร่วมกับสภาพแวดล้อมทางไอทีที่มีความหลากหลาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น เช่น องค์กรทางด้านโทรคมนาคม และธนาคาร และกลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มลูกค้าเดิมของไอบีเอ็มที่ต้องการต่อยอดการใช้งานทางด้านตลาดคลาวด์คอมพิวติ้งมากขึ้น
      
        “ระบบเริ่มต้นของเพียวซิสเต็มส์ เริ่มตั้งแต่ราคา 5-10 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับคอนฟิกแต่ละบริษัท”
      
       นายธนพงษ์ยอมรับว่า ตลาดของเพียวซิสเต็มส์ถือเป็นตลาดใหม่ แตกต่างจากการลงทุนระบบไอทีแบบเดิมๆ ที่ใช้งบประมาณสูง แต่สำหรับเพียวซิสเต็มส์ถ้าเป็น IBM PureFlex สามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 50% ขณะที่ IBM PureApplication กลับสูงกว่าประมาณ 70%
      
       Company Relate Link :
       IBM Pure Systems


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 พฤษภาคม 2555 06:38 น.

Chrome เขี่ย IE นั่งแชมป์เว็บเบราว์เซอร์โลก 1 สัปดาห์

       ผลสำรวจตลาดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตโลกชิ้นล่าสุด พบว่าโปรแกรมเปิดเว็บไซต์หรือเว็บเบราว์เซอร์ของกูเกิลอย่างโครม (Chrome) นั้นสามารถแซงหน้าไออีหรือ Internet Explorer ของไมโครซอฟท์ไปได้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ส่งให้โครมกลายเป็นประตูที่ชาวออนไลน์ใช้เปิดเว็บไซต์มากที่สุดในโลกช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
      
       แม้จะเป็นช่วงเวลาเพียง 1 สัปดาห์ แต่การแซงหน้าของสัดส่วนผู้ใช้โครมที่สูงกว่าไออีนั้นถูกบันทึกว่าเป็นครั้งแรกที่ไออีถูกแซงหน้าในรอบ 10 กว่าปีที่ไออีครองแชมป์เบราว์เซอร์โลก โดยการสำรวจจากบริษัทวิจัย StatCounter พบว่า ในช่วงที่โครมถูกใช้งานมากที่สุด สัดส่วนผู้ใช้โครมคือ 31.88% จากปริมาณเว็บทราฟฟิกหรือการเรียกใช้งานเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก สูงกว่าไออีที่มีสัดส่วนการใช้งาน 31.47%
      
       อีกแนวโน้มที่น่าสนใจ คือแนวโน้มจากกราฟแสดงปริมาณผู้ใช้โครมนั้นสะท้อนว่าโครมกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ผิดจากไออีที่มีทิศทางกราฟลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงการคาดการณ์ที่ต้องการเวลาพิสูจน์
      
       อย่างไรก็ตาม การแซงหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นไม่ถาวร และไออีสามารถตีเสมอขึ้นมาได้สำเร็จ จุดนี้มีการวิเคราะห์ว่าเพราะไออียังมีฐานผู้ใช้ที่มั่นคงในหลายภูมิภาค ซึ่งล้วนเป็นภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่น เช่น อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ รวมถึงประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่บนโลกอุตสาหกรรมไอทีอย่างอินเดีย
      
       ที่สำคัญ ไออียังคงมีไม้ตายที่การเป็น “default web browser” ที่ติดตั้งมาให้เรียบร้อยในเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ (Windows) ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 90% ในโลกคอมพิวเตอร์ ทำให้ไออียังสามารถครองตลาดผู้ใช้ที่ไม่ชำนาญด้านเทคโนโลยีได้อย่างเหนียวแน่น เพราะผู้ใช้เหล่านี้มักไม่ดาวน์โหลดเบราว์เซอร์อื่นมาใช้งานแทน
      
       สำหรับจุดเด่นที่ทำให้โครมสามารถทำคะแนนนิยมเหนือไออี เชื่อว่าเป็นเพราะรูปแบบการใช้งานที่สะดวกและเรียบง่าย แถมยังสามารถทำความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ได้ดี ทั้งหมดนี้ไมโครซอฟท์ไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามปรับปรุงให้ไออีรุ่นใหม่สามารถทำงานได้ดีและปลอดภัยกว่าเดิม ซึ่งทั้งหมดจะรวมอยู่ใน Internet Explorer 10 ที่ไมโครซอฟท์จะแจ้งเกิดด้วยการพ่วงไปกับระบบปฏิบัติการ Windows 8 เพื่อวางจำหน่ายในปีนี้
      
       Company Related Link :
       Chrome


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤษภาคม 2555 09:57 น.

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

ไปดูต้นไม้อัจฉริยะ "โต้ตอบกับเจ้าของได้"

       ทีมวิจัยมหาวิทยาลัย Keio University โชว์ระบบที่ทำให้ต้นไม้มีชีวิตชีวามากกว่าเคย เพราะระบบนี้จะทำให้ต้นไม้ขยับกิ่งแสดงท่าทางรับรู้เรื่องราวที่เราเล่าให้ฟังได้ รวมถึงสะบัดใบเพื่อโต้ตอบกับผู้คนบริเวณนั้นได้ง่ายๆ
   
       ระบบอัจฉริยะที่ว่านี้ประกอบด้วยมอเตอร์ 2 กลไก ซึ่งเป็นเบื้องหลังที่ทำให้ต้นไม้เคลื่อนไหวได้ โดยมอเตอร์นี้จะทำงานอิงตามคำสั่งจากไมโครโฟนและเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เป็นผลให้ต้นไม้สามารถตอบสนองการเคลื่อนไหวของผู้คนบริเวณรอบๆได้

ทีมวิจัยทดสอบระบบต้นไม้อัจฉริยะนี้กับต้นไม้หลายชนิดและหลากสภาวะแวดล้อม ผลคือต้นไม้อัจฉริยะนี้สามารถเคลื่อยไหวได้หลายรูปแบบตามอารมณ์ความเคลื่อนไหวที่ตรวจจับได้ แถมยังสามารถใช้งานได้ทั้งในอาคารและนอกอาคาร ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ได้ทั้งกับต้นไม้ขนาดเล็กและใหญ่ (ชมการเคลื่อนไหวของต้นไม้อัจฉริยะนี้ได้จากวิดีโอด้านล่าง)

นักวิจัยมหาวิทยาลัย Keio University ระบุว่าระบบดังกล่าวถูกพัฒนาเพื่อให้ต้นไม้สามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ รวมถึงการแสดงอารมณ์ของต้นไม้ในรูปแบบใหม่ ซึ่งจากการพัฒนามาร่วมปี ยังไม่พบต้นไม้ใดที่เสียหายเพราะระบบนี้
    
Company Related Link :
Keio U


โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 เมษายน 2555 16:15 น.