
ตลาดสตอเรจไทยเนื้อหอม "ซัน" ชิงเปิดแนวคิด โอเพ่นสตอเรจ รองรับตลาดข้อมูลยุคเว็บ 2.0 ก่อนใคร มั่นใจปลดล็อกเทคโนโลยีแบบเก่าได้อย่างสิ้นเชิง แถมลดค่าใช้จ่ายได้กว่า 75% ด้าน "ฮิตาชิ" เปิดตัวสตอเรจรุ่นใหม่ AMS 2000 เจาะกลุ่มจัดเก็บข้อมูลระดับกลางยุคเศรษฐกิจตกต่ำหวังเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 20%
ตลาดสตอเรจนับเป็นอีกตลาดหนึ่งที่ยังมีอนาคตสดใส ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ถดถอย อันเนื่องจากความจำเป็นต้องเก็บบันทึกข้อมูลที่เกิดขึ้น ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มีการบริโภคคอนเทนต์ที่เป็นมัลติมีเดียจำนวนมาก รวมไปถึงกฎระเบียบที่มีผลให้บริษัทห้างร้านจำเป็นต้องมีการเก็บรักษาข้อมูล ทำให้ความต้องการสตอเรจในการเก็บข้อมูลมีสูงขึ้น ทำให้เป็นโอกาสที่บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านสตอเรจต่างพร้อมใจกัน พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสริมกันเป็นจำนวนมาก
รัมภา มนูญศิลป์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ทางซันได้พัฒนาแนวคิดโอเพ่นสตอเรจขึ้นมา ซึ่งเป็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีสตอเรจใหม่ล่าสุดบนสถาปัตยกรรมระบบเปิดที่ ผนวกระบบซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เพื่อปลดล็อกการใช้งานเทคโนโลยียุคเก่าสู่รูปแบบการใช้งานใหม่ที่รองรับการ เติบโตของข้อมูลในยุคเว็บ 2.0
ภายใต้ความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีสตอเรจสู่มาตรฐานระบบเปิด ทางซันจึงได้นำแนวคิดสถาปัตยกรรมระบบเปิด หลอมรวมเข้ากับเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สพัฒนาสู่นวัตกรรมเทคโนโลยีสตอเรจยุคใหม่ ที่เรียกว่า โอเพ่นสตอเรจ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกใช้ระบบฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ตามความต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเทคโนโลยีในระบบเดิมอีกต่อไป
รัมภา กล่าวว่า โอเพ่นสตอเรจได้รับการออกแบบบนรากฐานการใช้เทคโนโลยีซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสิทธิ์การใช้ซอฟต์แวร์ โดยเชื่อว่า เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนระบบได้มากถึง 75% เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีสตอเรจยุคเก่า
ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้โอเพ่นสตอเรจเป็นมาตรฐานและมีการใช้งานอย่าง แพร่หลาย ทางซันได้เริ่มแนวคิดในทำนองเดียวกันนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยโครงการโอเพ่นโซลาริส ซึ่งมีระบบปฏิบัติการที่ทางซันโอเพ่นเทคโนโลยีให้กับผู้ที่ต้องการนำ เทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้งานได้ฟรี
รัมภา กล่าวต่อว่า เทคโนโลยีโอเพ่นสตอเรจจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในองค์กรธุรกิจต่อไปในอนาคต โดยคาดว่าระบบดังกล่าวจะเข้ามามีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 12% ของตลาดสตอเรจทั่วโลกภายในปี 2011 ขณะเดียวกันการขยายตัวของข้อมูลดิจิตอลที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นและสร้างความต้องการในการใช้เทคโนโลยีโอ เพ่นสตอเรจต่อไป
"การก้าวเข้าสู่ยุคเว็บ 2.0 ที่เอื้ออำนวยให้ผู้คนบนโลกอินเทอร์เน็ตสามารถสร้างข้อมูลหลากหลายได้อย่าง เสรี นับเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายตัวของการใช้เทคโนโลยีโอเพ่นสตอเรจ"
จากรายงานการวิจัยแนวโน้มการเติบโตของข้อมูลทั่วโลกของไอดีซีพบว่า ข้อมูลดิจิตอลจะมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า โดยในปี 2010 ข้อมูลดิจิตอลทั่วโลกจะมีมากถึง 988 เอ็กซาไบต์ เพิ่มขึ้นจากปริมาณข้อมูลที่มีเพียง 131 เอ็กซาไบต์ ในปี 2006
รัมภา กล่าวอีกว่า จากการเติบโตของข้อมูลดิจิตอลอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยสูงเช่นนี้ ทำให้มีความต้องการใช้ระบบสตอเรจภายใต้สถาปัตยกรรมใหม่มากขึ้น การใช้เทคโนโลยีในระบบปิดแบบเดิม จึงไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป เพราะการลงทุนต้องใช้งบประมาณสูงในการขยายระบบเพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่ เพิ่มมากขึ้นในอนาคต นอกจากความสามารถในการขยายระบบและลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนแล้ว ด้วยความเป็นระบบเปิดที่ใช้ซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส โอเพ่นสตอเรจจึงให้ความยืดหยุ่นกับองค์กรและผู้พัฒนาระบบ ในการพัฒนาเพิ่มเติมระบบซอฟต์แวร์อื่นๆ เพื่อรองรับความต้องการที่ไม่หยุดนิ่งในยุคเว็บ 2.0
"ทุกวันนี้ ซันไม่ใช่มองแค่การขายของ ต้องมองว่าลูกค้าต้องการอะไรมากกว่า" อุปกรณ์ที่ซันนำออกสู่ตลาดครั้งนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ตระกูล Sun Storage 7000 หรือที่เรียกในชื่อโปรเจกต์เดิมว่า Amber Roan ทั้งหมดเป็นสตอเรจแบบโอเพ่นซอร์ส เน้นใช้คอมโพเนนต์ฮาร์ดแวร์มาตรฐาน และซอฟต์แวร์สแต็ก ส่งผลให้สตอเรจรุ่นใหม่นี้มีขีดความสามารถในการวินิจฉัยและแก้ปัญหาระบบ เหนือกว่าที่เคยเป็น แถมยังใช้พลังงานเพียง 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ติดตั้งและคอนฟิกใช้งานได้รวดเร็วภายในเวลา 5 นาที และประหยัดค่าใช้จ่าย
Sun Storage 7000 ประกอบไปด้วยสายผลิตภัณฑ์หลัก 3 รุ่นคือ Sun Storage 7110, 7210 และ 7410 ทุกตัวจะช่วยเปลี่ยนงานสตอเรจให้ใช้ได้ง่าย เสียค่าใช้จ่ายแค่เพียงเศษเสี้ยวของระบบเดิม และที่สำคัญสุดคือ กำลังเสนอวิธีการใหม่ล่าสุดที่ธุรกิจจะจัดเก็บข้อมูลในอนาคตเพื่อรับมือกับ กระแสข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการสตอเรจด้านนี้หลักๆ มี 4 กลุ่มคือ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับมีเดีย ธนาคาร ภาคการศึกษา และภาครัฐ
ขณะที่ทวีศักดิ์ แสงทอง ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ จำกัด กล่าวว่า จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่สภาวะตกต่ำ ส่งผลให้ผู้ซื้อสินค้าทุกประเภทมีอำนาจเหนือกว่าผู้ขาย ประกอบกับผู้ซื้อต้องการสินค้าราคาถูก ประสิทธิภาพสูง บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสการเติบโตของตลาดระบบการจัดเก็บข้อมูลระดับกลาง ซึ่งถือว่าเป็นตลาดที่ยังมีการลงทุนในเรื่องสตอเรจที่สูงอยู่ โดยดูได้จากตัวเลขการลงทุนสตอเรจที่ทางไอดีซีรายงานว่า บริษัทองค์กรขนาดกลางหรือมิดเรตยังมีการลงทุนที่สูงกว่าตลาดอื่น โดยคาดว่ามูลค่าตลาดในปีนี้จะมีมูลค่าถึง 2,000 ล้านบาท
เพื่อสนองความต้องการของตลาดมิดเรต ทางฮิตาชิได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดกลาง "Hitachi Adaptable Modular Storage 2000 ซีรีส์ ซึ่งมีความสามารถเทียบเท่าเอนเตอร์ไพรส์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในช่วงเศรษฐกิจรัดเข็มขัด
"เชื่อว่าหลังจากนี้ 12 เดือน จะมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มเป็น 2 เท่าหรือประมาณ 20 % ของตลาดข้อมูลระดับกลางในประเทศไทยและทั่วโลก จากเดิมที่ฮิตาชิมีส่วนแบ่งในตลาดนี้เมื่อปีที่แล้วเพียง 10% และคาดว่าภายใน 2-3 ปีจะไต่ระดับมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง ปัจจุบันในตลาดเอนเตอร์ไพรส์ บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งทั่วโลกที่ 42%
นอกเหนือจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจชะลอตัวจะเป็นการกระตุ้นให้ตลาดเก็บข้อมูล ระดับกลางเติบโตในประเทศไทยแล้ว ทวีศักดิ์ยังมองว่า ปัจจัยด้านการใช้ข้อมูลที่สลับซับซ้อนมากขึ้นของบริษัทในประเทศไทยตาม เทคโนโลยี อาทิ การนำดีไวซ์รุ่นใหม่ๆ อย่างไอโฟนเข้ามาจำหน่าย รวมถึงการก้าวเข้าสู่การใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่เริ่มเข้าสู่เฟส 2 ต่างผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ มีความต้องการสตอเรจเพื่อใช้จัดเก็บข้อมูลในจำนวนมหาศาล
"ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่นี้ได้เปลี่ยนแนวคิดเดิมๆ ด้วยการจัดหาระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดกลางที่ผสานฟังก์ชั่นการทำงานขั้นสูงและ กำลังซื้อของลูกค้า ด้วยความยืดหยุ่นและการใช้งานง่าย การรวมนวัตกรรมของฮิตาชิในการเชื่อมต่อดิสก์ของ SAS ด้วยคอนโทรลเลอร์แบบ Symmetric Active/Active ทำให้ระบบมีความสามารถอย่างมาก ซึ่งผู้ใช้สามารถเข้าถึงด้วยกราฟิก ยูสเซอร์ อินเตอร์เฟซ หรือจียูไอได้โดยตรง"
Hitachi AMS ซีรีส์ 2000 มีประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 4 เท่า และยังให้การรวมระบบจัดเก็บข้อมูลที่เชื่อมต่อแบบ iSCSI NAS และเครือข่ายระบบจัดเก็บข้อมูลแบบ Fibre Channel โดย AMS ซีรีส์ 2000 มี 3 รุ่นประกอบไปด้วย Hitachi AMS 2100 Hitachi AMS 2300 และ Hitachi AMS 2500 ทุกรุ่นเป็นระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดกลางที่มีมาตรฐานตามเกณฑ์ชี้วัด Five 9's หรือมีความพร้อมใช้งานที่ระดับ 99.999%
ทวีศักดิ์กล่าวว่า ระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดกลางที่มีฟังก์ชั่นการป้องกันข้อมูล การรักษาความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในผลิตภัณฑ์ Hitachi USP VM สำหรับลูกค้าที่สนใจในฟังก์ชั่นการทำงานระดับองค์กรขนาดใหญ่ แต่ทำได้ในรูปแบบการใช้งานที่ย่อมกว่า ด้วยปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยน แปลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลูกค้าต้องการความยืดหยุ่นสำหรับโครงสร้างพื้นฐานระบบจัดเก็บข้อมูลที่มาก ขึ้น
"ผลิตภัณฑ์ขนาดกลางนี้ให้ชุดโซลูชั่นที่ครอบคลุมที่มีแพลตฟอร์มแรก ของอุตสาหกรรมที่มีฟังก์ชั่นระดับองค์กรขนาดใหญ่ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ระดับกลาง เช่น ระบบจัดเก็บข้อมูลเสมือนจริง ระดับชั้นแบบไดนามิก และการจำลองแบบขั้นสูง ทำให้ลูกค้าสามารถเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนในสินทรัพย์ระบบจัดเก็บข้อมูลได้มาก ขึ้น เมื่อรวม Hitachi AMS ซีรีส์ 2000 และ USP VM ที่ปรับปรุงใหม่เข้าด้วยกัน ส่งผลให้บริษัทสามารถจัดเตรียมผลิตภัณฑ์ระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดกลางที่ครอบ คลุมที่สุด เพื่อทำให้การลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลได้ประโยชน์สูงสุดและสามารถสร้าง ประสิทธิภาพในการดำเนินงานและความยืดหยุ่นได้อย่างเหมาะสม"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น