กทช. ขอคืนคลื่นความถี่ย่าน 2.3 กับ 2.5 กิกะเฮิรตซ์ ที่ถูกดองมาจัดระเบียบใหม่ เพื่อให้บริการบรอดแบนด์ ไวร์เลส หรือที่เรียกว่า BWA แต่ยังไม่มีความชัดเจนที่เห็นเป็นรูปธรรม ยันออกใบอนุญาตได้ภายในเดือนกันยายนไล่เรี่ย 3.9G แบบโมเดล “มันก็ยังงงๆ”พันเอกนที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ที่ประชุมกทช. ได้กำหนดแนวนโยบายการใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ย่าน 2.3 กิกะเฮิรตซ์ และ 2.5 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) แบบไร้สาย หรือที่เรียกว่าไวแมกซ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นการแข่งขันและยกระดับการแพร่หลายของบริการบรอดแบนด์ของประเทศ และส่งเสริมให้มีบริการบรอดแบนด์ในพื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้น
แนวทางดำเนินการสำหรับความถี่ย่าน 2.3 กิกะเฮิรตซ์ คือ 1.ให้ผู้ที่ถือครองความถี่ย่านนี้ สามารถขออนุญาตประกอบกิจการให้บริการ Broadband Wireless Access (WBA) ทั่วประเทศ โดยใช้ช่วงกว้างความถี่ไม่เกิน 30 เมกะเฮิรตซ์ ต่อผู้ประกอบการ 1 ราย 2. กรณีผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่อยู่แล้วประสงค์จะให้บริการ และมีคลื่นความถี่เกินที่กำหนด (Spectrum cap) จะต้องดำเนินการตามประกาศ กทช. ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้อื่นใช้คลื่นความถี่ส่วนเกินในการให้บริการ BWA ได้ 3. กรณีผู้ที่ถือครองคลื่นความถี่ไม่ประสงค์จะให้บริการ จะต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจา เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการตามความเหมาะสม ซึ่งกทช.จะมีมาตรการเยียวยาเพื่อลดผลกระทบ
ความถี่ย่าน 2.3-2.4 กิกะเฮิรตซ์ ที่สามารถให้บริการไวแมกซ์ได้มีช่วงกว้างความถี่ทั้งหมด 100 เมกะเฮิตรซ์ แต่ความถี่ย่านนี้ถูกครอบครองอยู่อย่างกระจัดกระจายตามหน่วยงานต่างๆ ที่มากสุดคือทีโอที 64 เมกะเฮิตรซ์ กสท โทรคมนาคม 8 เมะเฮิตรซ์ ที่เหลือเป็นหน่วยงานราชการอื่นๆ
ส่วนแนวทางดำเนินการความถี่ย่าน 2.5 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อให้บริการบรอดแบนด์ในพื้นที่เป้าหมาย ที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตต่ำคือ1.จัดทำโครงการ กทช. ในลักษณะบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง (USO) โดยจะเป็นการอนุญาตประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ในพื้นที่เป้าหมาย 15-20 จังหวัด เพื่อส่งเสริมให้มีบริการบรอดแบนด์ในราคาที่เหมาะสมกับระดับเศรษฐกิจของพื้นที่ 2.ประกาศรับสมัครผู้ดำเนินโครงการ โดยมีเงื่อนไขเกี่ยวกับอัตราขั้นสูง และพื้นที่ให้บริการ ทั้งนี้ ผู้ดำเนินโครงการสามารถขอรับเงินอุดหนุนจากกองทุนพัฒนากิจการโทรคมนาคมได้ในระยะเวลาที่กำหนด 3. คัดเลือกผู้ดำเนินโครงการ โดยใช้วิธีการประมูลแบบ Reverse auction คือผู้ที่ขอเงินอุดหนุนต่ำที่สุดจะได้รับการคัดเลือก
ความถี่ย่าน 2.5กิกะเฮิรตซ์ สามารถให้บริการได้ถึง 2.659 กิกะเฮิรตซ์ หรือมีช่วงความถี่อยู่ที่ 159 เมกะเฮิรตซ์ แต่ส่วนใหญ่มีการใช้งานซับซ้อนที่สามารถจัดสรรเพื่อให้บริการไวแมกซ์ได้มีเพียง 40 เมกะเฮิรตซ์
พันเอกนทีกล่าวถึงอายุของใบอนุญาต หรือไลเซนส์ว่า ความถี่ทั้ง 2 ย่าน ผู้ประกอบการได้สิทธิ์การให้บริการ 10 ปี แต่ย่านความถี่ 2.3 กิกะเฮิรตซ์ สามารถให้บริการได้ทั่วประเทศ โดยใบอนุญาตจะเป็นแบบที่ 3คือ มีโครงข่ายเป็นของตัวเอง ค่าธรรมเนียม 2% ค่า USO 4% ส่วนค่าบริการที่เป็นเพดานสูงสุด กทช.จะเป็นผู้กำหนด ขณะที่ย่าน 2.5 กิกะเฮิรตซ์ จะเป็นใบอนุญาตประเภทที่ 2 คือมีโครงข่ายหรือไม่มีโครงข่ายก็ได้ แต่ผู้ประกอบการ 1 รายได้สิทธิให้บริการเพียงจังหวัดเดียว และต้องคิดค่าบริการตาม กทช.กำหนดใน 5 ปีแรก ส่วน 5 ปีหลังขึ้นอยู่กับการแข่งขันของตลาด
“หลังประกาศจะให้เวลา 30 วันในการแจ้งความประสงค์ว่าต้องการแบบไหนในย่าน 2.3 กิกะเฮิรตซ์ ส่วนย่าน 2.5 กิกะเฮิรตซ์ จะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่กทช. กำหนด”
สำหรับกรอบเวลาดำเนินการ กทช.จะพิจารณาประเด็นต่างๆ จัดทำร่าง Information Memorandum (IM) ร่างประกาศหลักเกณฑ์ จัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนก.ค.นี้ เชิญชวนและเปิดรับคำขอรับการอนุญาตในเดือนส.ค. และคาดว่าจะให้ใบอนุญาตได้ภายในเดือนก.ย. 53 ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับการให้ใบอนุญาต 3.9G ในย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์
พร้อมกันนี้ ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้จะมีการประชุมโฟกัส กรุ๊ป เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ประกอบการ นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ และองค์กรผู้บริโภค เข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาให้ความเห็นและเหตุผลในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนการจัดรับฟังความเห็นสาธารณะตามเวลาที่กำหนด
การให้ใบอนุญาตไวแมกซ์ย่าน 2.5 กิกะเฮิรตซ์ ไม่น่าจะมีปัญหา แต่มาตรฐานการให้บริการไวแมกซ์อยู่ที่ย่าน 2.3 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งผู้ที่ครอบครองก็ไม่ต้องการที่คืนคลื่นความถี่ กทช.จึงต้องมีประกาศกฎเกณฑ์ออกมา หรือแม้จะปล่อยความถี่ส่วนที่เกินออกมา เพื่อให้เหลือตาม Spectrum cap แล้ว แต่กรณีของทีโอทีเมื่อรวมกับความถี่ 1.9 กิกะเฮิรตซ์ ที่มีอยู่แล้ว ถือว่าเกินหลักเกณฑ์ที่ กทช. กำหนด นอกจากนี้ ผู้ที่ได้ใบอนุญาตไวแมกซ์ก็จะประมูล 3.9G ไม่ได้ เพราะจะทำให้มีคลื่นความถี่เกิน Spectrum cap รวมถึงผู้ประกอบการที่มีการถือหุ้นไขว่ก็จะประมูลทั้งไวแมกซ์และ 3.9G ไม่ได้
ที่สำคัญการเวนคืนหรือโอนคลื่นความถี่นั้น พันเอกนทียืนยันว่า ไม่ใช่จะทำให้เสร็จได้ภายใน 1-2 เดือน แต่ก็ยังยืนยันว่าคลื่นความถี่ทั้ง 2 ย่านในการให้บริการไวร์เลส บรอดแบนด์จะสามารถดำเนินการได้ทันตามกรอบเวลาที่กำหนด
“ที่ออกประกาศในเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการบีบทีโอที แต่เขาก็จำเป็นต้องลงทุนเพื่อให้เกิดการแข่งขัน และกทช.ต้องทำให้คลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ที่ถูกปล่อยให้รกร้างเหมือนไร่นาที่ไม่ได้ทำอะไร มาจัดระเบียบใหม่ให้เกิดประโยชน์กับประเทศ”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 มิถุนายน 2553 18:23 น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น