คณะกรรมการมาตรา 22 ดาวเทียมไทยคมยึดคำพิพากษาศาลฎีกา ชี้ไทยคมไม่ปฏิบัติตามสัญญา เรียกเงินสินไหม 6.7 ล้านสหรัฐคืน พร้อมให้ยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 ไอพีสตาร์ถือนอกสัญญา ส่วนการปรับลดสัดส่วนถือหุ้นเหลือ 40 % ส่ง ครม.ทำถูกต้องตามขั้นตอนแหล่งข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที เปิดเผยว่า ผลสรุปของคณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกชนร่วมการงานหรือดำเนินในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) ซึ่งดูเรื่องสัมปทานดาวเทียมนั้นได้ยึดตามคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ได้ตัดสินยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท
สำหรับกรณีที่ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้อนุมัตินำเงินค่าสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ นั้นเป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง เพราะต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวให้กับกระทรวงไอซีที เนื่องจากไอซีทีเป็นเจ้าของสัมปทาน ประกอบกับทรัพย์สินที่ทำประกันภัยเป็นของรัฐ
ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว รัฐจะต้องเป็นผู้ควบคุมดูแลและคงไว้เป็นหลักประกันความมั่นคง หากเกิดกรณีไม่สามารถซ่อมแซมหรือจัดหาทรัพย์สินทดแทนเพื่อใช้ดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามสัญญาสัมปทานที่กำหนดไว้ ไทยคมจะต้องยิงดาวเทียมสำรองดาวเทียมไทยคม 3 เพราะไอพีสตาร์ไม่ถือว่าเป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 เนื่องจากไทยคม 3 มีวัตถุประสงค์ที่เน้นการให้บริการในประเทศ ขณะที่ไอพีสตาร์เน้นการให้บริการต่างประเทศ จึงถือว่าเป็นดาวเทียมที่เกิดขึ้นนอกสัญญาสัมปทานทำให้คณะกรรมการตามมาตรา 22 ติดตามไม่ได้
กรณีดังกล่าวกระทรวงไอซีทีต้องมาพิจารณาทางข้อกฎหมายอีกครั้งว่าจะดำเนินการเช่นไรต่อไป ซึ่งต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป
ส่วนการปรับลดสัดส่วนการถือ หุ้นของไทยคมเหลือ 40% นั้น สำหรับแนวทางที่คณะกรรมการตามมาตรา 22 ได้เสนอคือการทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนโดยให้เสนอต่อ ครม.พิจารณาว่าเห็นชอบหรือไม่ ถ้าไม่เห็นชอบก็ต้องกลับมาถือหุ้นตามสัดส่วนเดิมจำนวน 51 %
ด้านมูลค่าความเสียหายนั้น ตามคำพิพากษาระบุว่าจากการที่ไทยคมไม่ยิงดาวเทียมสำรอง ไทยคม 3 เพื่อทดแทนดวงที่เสียหาย จากที่ต้องยิงตามสัญญาสัมปทาน นั้นทำให้รัฐเสียหายประมาณ 4,000 ล้านบาท ขณะที่หากกระทรวงไอซีทีไปให้สัมปทานแก่ผู้ให้บริการรายอื่นแทนการยิงดาว เทียมไอพีสตาร์จะสามารถสร้างรายได้กว่า 16,000 ล้านบาท
จากแนวทางที่ คณะกรรมการมาตรา 22 ได้เสนอให้ นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที พิจารณานั้น ไทยคมยังมีท่าทีไม่เห็นด้วยและได้ยื่นข้อเสนอกับทางไอซีทีว่า ขอให้ขยายอายุสัมปทานออกไปเพื่อแลกกับการยิงดาวเทียมสำรอง เนื่องจากอายุการใช้งานดาวเทียมปกติอยู่ที่ 15 ปี ขณะที่อายุสัมปทานของไทยคมเหลือเพียง 11 ปี ซึ่งไม่คุ้มค่าต่อการยิงดาวเทียมสำรองแต่ทางคณะกรรมการไม่เห็นด้วย เพราะการยิงดาวเทียมสำรองไทยคม 3 เป็นเรื่องที่ไทยคมต้องดำเนินการตามสัญญาอยู่แล้ว และการต่ออายุสัมปทานจะพิจารณาในช่วงปี 2558
อย่างไรก็ตาม ทางไทยคมจะชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดในวันนี้ (8 ก.ค.) ขณะที่ รมว.ไอซีที ขอเวลาศึกษารายละเอียดในเอกสารที่คณะทำงานส่งมาต่ออีก 4 วัน โดยคาดการณ์ว่าจะมีคำตอบได้ในวันที่ 12 ก.ค. 2553 นี้
|
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น