แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 3G แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 3G แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

"สามารถ-ล็อกซเล่ย์"คว้า 3G TOT เคาะราคาที่ 16,290 ล้านบาท

Edited - กิจการร่วมค้าเอสแอลที่มีกลุ่มสามารถและล็อกซเล่ย์ร่วมด้วย คว้างานสร้างโครงข่ายมือถือ 3G TOT หลังเคาะด้วยระบบอี-ออกชัน 17 ครั้ง ทำราคาต่ำสุดที่ 16,290 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 1,150 ล้านบาท หรือ 6.59% พร้อมเสนอกรรมการผู้จัดการใหญ่ 31 ม.ค.นี้ ก่อนให้บอร์ดเห็นชอบ คาดเซ็นสัญญาได้กลาง ก.พ. 54 ตามแผนที่วางไว้

งานประมูลโครงการสร้างโครงข่ายมือถือ 3G TOT มูลค่า 17,440 ล้านบาทเริ่มขึ้นวันที่ 28 มกราคม 54 โดยการเสนอราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ออกชัน) ตามกำหนดการตั้งแต่เวลา 9.00-12.00 น. เริ่มเคาะราคากันเวลาประมาณ 9.45 น. สิ้นสุดเวลาประมาณ 10.45 น. สู้ราคากันทั้งหมด 17 ครั้ง จากผู้ผ่านเกณฑ์การพิจารณาทางเทคนิค 2 กลุ่ม คือกิจการร่วมค้า (คอนซอร์เตียม) เอสแอล ซึ่งประกอบด้วย บริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น บริษัท ล็อกซเล่ย์ บริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี และบริษัท โนเกีย-ซีเมนส์ อีกกลุ่มคือ เอยู คอนซอร์เตียม ประกอบด้วย บริษัท ยูคอม อินดัสเตรียล (ยูเทล) บริษัท แอดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (เอไอที) และบริษัท อัลคาเทล-ลูเซ่น

การเสนอราคาแข่งกันครั้งนี้ เอสแอล คอนซอร์เตียม ใช้รหัส GGG 222 ขณะที่ เอยู คอนซอร์เตียม ใช้รหัส GGG 333 มีการเคาะราคากันทั้งหมด 17 ครั้ง และจบที่ GGG 222 เสนอราคาต่ำสุด 16,290 ล้านบาท ขณะที่ GGG 333 เสนอราคา 16,777 ล้านบาท ซึ่งราคาต่ำสุดที่ได้อย่างไม่เป็นทางการต่ำกว่าราคากลาง 1,150 ล้านบาท หรือประมาณ 6.59%

“ราคาที่ได้อย่างไม่อย่างเป็นส่วนตัวแล้วพอใจ เพราะทุกอย่างทำตามขั้นตอนถูกต้องตามกฎหมาย และจากนี้อีก 1-2 วันจะมีการต่อรองราคา หากไม่ได้ต่ำกว่า 16,290 ล้านบาทคนที่เสนอราคานี้ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาทำถูกต้องตามกระบวนการทุกอย่าง” นายอานนท์ ทับเที่ยง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานโครงข่าย บริษัท ทีโอที ในฐานะประธานคณะทำงานประมูล 3G TOT กล่าว

ทั้งนี้ ตัวเลขที่ได้จากการทำอี-ออกชันจะมีการนำเสนอกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ซึ่งขณะนี้มีนายนพณัฏฐ์ หุตะเจริญ ทำหน้าที่รักษาการ ในวันจันทร์ที่ 31 ม.ค.นี้ ก่อนจะเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที เห็นชอบก่อนกลางเดือน ก.พ. และจะมีการลงนามในสัญญาได้ภายในวันที่ 15-18 ก.พ. 54 ซึ่งจะทำให้การดำเนินการเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้คือ เดือน เม.ย.54 สามารถเปิดให้บริการได้บางส่วน และจะครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศภายใน 365 วัน

“พอถึงเดือนเม.ย.จะทำให้พื้นที่การให้บริการ 3G ในกรุงเทพฯที่มีอยู่ขณะนี้ 548 สถานีฐานครอบคุลมพื้นที่มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการให้บริการสูงขึ้น”

ด้านนายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่าการประมูลครั้งนี้ ต้องเตรียมการอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (พาร์ตเนอร์) รวมถึงงานเกี่ยวกับการติดตั้ง

“ที่ผ่านมาถือว่าโชคดีด้วยที่ไม่มีการประมูล 3G ทั่วไปของเอกชนทำให้ซัปคอนแทกต์หรือผู้ที่รับการติดตั้งยังมีอยู่อีกมาก ซึ่งจะช่วยให้การติดตั้งโครงข่ายกว่า 5,000 สถานีฐานได้ทันตามระยะเวลา 1 ปี ตามทีโออาร์กำหนด”

ส่วนการแบ่งความรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตั้ง ล็อกเลย์จะรับผิดชอบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลุ่มสามารถจะรับผิดชอบกรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อให้งานติดตั้งเสร็จเร็วที่สุด

ผู้บริหารสามารถเชื่อว่า หากบริษัทดำเนินการ 3G จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับบริษัท 1 หมื่นล้านบาท ส่วนล็อกซเลย์ อยู่ที่ประมาณ 6 พันล้านบาท ซึ่งน่าจะช่วยเสริมกลุ่มสามารถให้เติบโตขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการประมูลครั้งนี้โปร่งใส และดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้องหลังจากวันที่ 27 ม.ค. ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้พิจารณายกเลิกคำร้องขอให้คุ้มครองชั่วคราว 3G TOT ของอีริคสัน (ประเทศไทย) กับแซดทีอี ประเทศไทย

“ช่วงเวลา 1 ปี หลังมีการเซ็นสัญญาต้องรีบดำเนินการอย่างเร็วที่สุด และต้องโค-ไซต์ กับบริษัทเอกชนรายอื่นด้วย เพื่อประหยัดงบในการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็ต้องรีบดำเนินการติดตั้งสถานีฐานกว่า 5 พันสถานีฐานทั่วประเทศ ซึ่งเวลา 365 วัน ต้องติดตั้งให้ได้วันละ 10 กว่าสถานีฐาน” นายวัฒน์ชัยกล่าว

Company Related Link :
TOT

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 มกราคม 2554 11:15 น.

วันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"ทรูมูฟ-ผู้บริโภค"อ่วมรับแผนเปลี่ยนผ่านมือถือ 2G สู่ 3.9G

กทช.เดินแผนเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจาก 2G ไป 3.9G ในประเทศไทยเต็มรูปแบบ หลังบอร์ดมีมติให้ยกเลิกการให้บริการ 2G เมื่อหมดอายุสัมปทานของผู้ให้บริการขณะนี้ เชื่อวิบากกรรมตกอยู่ที่ทรูมูฟซึ่งมีอายุสัมปทานสั้นที่สุด และผู้บริโภคซึ่งต้องตกที่นั้งลำบากเพราะต้องซื้อเครื่องลูกข่ายราคาแพง

ชูนโยบาย"แข่งเป็นธรรม"

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในฐานะประธานกรรมการเพื่อการอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT หรือ 3G and beyond กล่าวว่าที่ประชุมกทช.เมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมาอนุมัติร่างประกาศกทช.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ IMT ย่านความถี่ 2.1 GHz ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของกิจการโทรคมนาคมไทย พร้อมกับเปลี่ยนมูลค่าเริ่มต้นการประมูลจาก 1 หมื่นล้านบาท เป็น 1.28 ล้านบาท

การพิจาณาของกทช.นี้เป็นการนำความคิดเห็นที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2553 มาปรับปรุงประกาศดังกล่าวให้มีความสมบูรณ์ และตอบสนองเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 47 ที่กำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติและส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์สาธารณะ โดยมีการปรับปรุงมี 2 เรื่องคือ 1.การกำหนดมูลค่าเริ่มต้นของการประมูล (Starting Price) 2.ข้อจำกัดการถือครองคลื่นความถี่ (Spectrum Cap)

สำหรับการกำหนดมูลค่าเริ่มต้นของการประมูลจากเดิม 1 หมื่นล้านบาทต่อไลเซนส์ ซึ่งเป็นการคิดจากมูลค่าคลื่นความตามหลักวิชาการแค่ 80% พอมีการเสนอความเห็นจากนักวิชาการและการคำนวณตามหลักแล้วน่าจะเริ่มแบบ 100% คือ 1.28 หมื่นล้านบาทต่อไลเซนส์ เพราะตามวิธีการคิดความผิดพลาดไม่น่าจะทางลบ น่าจะเป็นไปตามหลักวิชาการไม่น่าคาดเคลื่อน

“เราไม่ได้หวังจะต้องทำเงินจากค่าไลเซนส์เท่านี้ หรือให้เป็นภาระของโอเปอเรเตอร์ การมีค่าประมูลเป็นเหตุและผล ซึ่งมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย”

ส่วนการกำหนดเงื่อนไขการจำกัดการถือครองคลื่นความถี่ เพิ่มเติมจากกำหนดให้ยุติการประกอบธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่อยู่ภายใต้การอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาจากหน่วยงานของรัฐเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของสัญญาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการกำหนดให้จัดทำแผนการส่งคืนคลื่นความถี่ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการสร้างโครงข่าย (Roll Out Plan) ผู้รับใบอนุญาตจะทยอดส่งคืนตามพื้นที่ที่เปิดให้บริการ

แนวทางนี้ทำให้การใช้งานคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะไม่ผูกขาดหรือกระจุกตัวอยู่ในผู้ให้บริการรายเก่า แต่เปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ ทั้งในส่วนคลื่นความถี่เดิม และคลื่นความถี่ใหม่

“เรากำลังเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจาก 2G ไป 3.9G ถ้าจะปล่อยให้ 2G กับ 3.9G แข่งในตลาดเดียวกันก็ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะเทคโนโลยีมือถือสามารถทดแทนกันได้”

ปัจจุบันทั้งรัฐและเอกชนที่ถือคลื่นความถี่ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่คือ กสท โทรคมนาคม ในย่าน 850 MHz จำนวน 17.5 MHz ทีโอทีย่าน 2.1 GHz จำนวน 15MHz บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอสที่ได้สัมปทานจากองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ก่อนจะมาเป็นทีโอทีในปัจจุบันในย่าน 900MHz จำนวน 17.5MHz บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค ที่ได้สัมปทานจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ก่อนจะเป็นกสท โทรคมนาคมย่าน 850MHz จำนวน 10MHz และย่าน 1800MHz จำนวน 25MHz ทรูมูฟย่าน 1800MHz จำนวน 12.5MHz และดีพีซีย่าน 1800MHz จำนวน 12.5MHz

“ใครชนะการประมูล 3.9G จะต้องทำแผนคืนคลื่นความถี่ให้กับเจ้าของสัมปทานเดิม”

กทช.ระบุว่า การกำหนด Spectrum Cap นั้นทำไปเพราะต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมในอีก 5-10 ปีข้างหน้า แต่การคืนคลื่นความถี่ของสัมปทานเดิมผู้ให้บริการที่ยังคงสิทธิการให้บริการ 2G ในพื้นที่ที่ลงโครงข่าย 3.9G ได้จนกว่าจะหมดอายุสัมปทาน

"ทรูมูฟ-ผู้บริโภค"ส่อแววอ่วม

ทั้งนี้ อายุสัมปทานของเอกชนที่เหลือดีแทค 8 ปี เอไอเอส 5 ปี ทรูมูฟ 3 ปี จากการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวผู้ประกอบการที่เหนื่อยหนีไม่พ้นทรูมูฟ เพราะก่อนหน้านี้นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร ทรู คอร์ปอเรชั่น เคยไปชี้แจงว่าราคามูลเริ่มต้นน่าจะอยู่ที่ 4-5 พันล้านบาท ถ้าเป็นหลักหมื่นล้านถือว่าสูงไป ขณะเดียวกันการที่ทรูมูฟอายุสัมปทานเหลื่อเพียง 3 ปี แล้วต้องยกเลิกการให้บริการ 2G แถมราคาเครื่องลูกข่ายที่รองรับ 3.9G ในย่านความถี่ 2.1GHz ราคาค่อนข้างแพง

แหล่งข่าวจากผู้ค้าเครื่องลูกข่ายมือถือรายใหญ่กล่าวว่า การยกเลิกบริการ 2G กระทบกับผู้บริโภคแน่นอน เพราะราคาเครื่องสูงมาก แต่เชื่อว่าพอมี 3.9G ผู้ประกอบการก็ต้องมีเครื่อง 3.9G ในระดับโลว์เอนด์ออกมารองรับแต่ราคาคาดว่าน่าจะอยู่ประมาณเครื่องละ 3 พันบาท หรือถ้าต่ำสุดคงหลัก 2 บาทต้นๆ

“การใช้งานมือถือมีการเปลี่ยนเครื่องเร็ว เพราะมีเครื่องรุ่นใหม่ๆ ดีไซน์สวยๆ ลูกเล่น หรือฟีเจอร์การใช้งานมากขึ้นออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง” แหล่งข่าวกล่าว

การที่ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนเครื่องกันเร็วเพราะปัจจุบันราคาโลว์เอนด์แค่ 500 บาท หรือตั้งแต่ 1 พันบาทขึ้นไปก็มีกล้องถ่ายรูป และจำนวนผู้ใช้ขณะนี้มากกว่า 70% ไม่มีเครื่องลูกข่ายที่รองรับย่านความถี่ 2.1GHz หรืออย่างแบล็กเบอรี่ หรือบีบี บางรุ่นที่ราคาประมาณ 9 พันกว่าบาท ยังไม่รองรับ 2.1 GHz

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า เงื่อนไขที่กทช.กำหนดทั้ง 2 เรื่องเอไอเอสไม่มีปัญหา เพราะมีความพร้อมทุกด้านอยู่แล้ว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 กรกฎาคม 2553 12:49 น.

วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553

3G ช่วยชาติ ลดช่องว่างบริการโทรคม

หลายคนอาจยังสงสัยถึงประโยชน์ของเทคโนโลยี 3G ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะคนไทยยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสเทคโนโลยีนี้อย่างทั่วถึง เพราะปัจจุบันการให้บริการจำกัดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนผู้ให้บริการเอกชนก็ทำได้เพียงทดลองบริการในบางพื้นที่และในวงจำกัดเท่านั้น

3G เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาให้สามารถรับ-ส่งข้อมูล ภาพ และเสียงขนาดใหญ่โดยทำให้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วยการเชื่อมต่อผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือ 3G หรือ HSDPA /EV-DO/ UMTS และ HSPA โดยความเร็วของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายที่ได้นั้นสูงมาก อยู่ที่ประมาณ 512Kbps - 7.2 Mbps และปัจจุบันพัฒนาไปถึงระดับความเร็ว 14.4 Mbps

ความเร็วที่สูงขึ้น ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ต้องการส่งข้อมูลภาพและเสียงขนาดใหญ่ เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและไม่ติดขัด ไม่ว่าจะเป็นการชมทีวีผ่านอินเทอร์เน็ต, เล่นเกมส์ออนไลน์,โหลดไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือแม้กระทั่งการใช้งานวิดีโอคอลล์ หรือการโทรศัพท์แบบเห็นหน้าก็สามารถทำได้ แต่ประโยชน์ที่เอ่ยถึงข้างต้นนี้ ถือเป็นเพียงประโยชน์ในมุมเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ เทคโนโลยี 3G ได้รับการยอมรับแล้วว่ามีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจาก 3G สามารถใช้เป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ช่วยกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจและยกระดับความเป็นอยู่ของคนในประเทศให้ดีขึ้น

3G ในหลายๆ ประเทศทั่วโลกเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันการเพิ่มอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ซึ่งผลจากการศึกษาของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) โดย Telecom Management Group หรือ TMG ระบุว่า เมื่ออัตราการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น 1% รายได้ต่อหัวของประชากรจะเพิ่มขึ้น 4.7% และเมื่อการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 1% รายได้ต่อหัวของประชากรก็จะเพิ่มขึ้น 10.5% ด้วย ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับมา พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตเพียงร้อยละ 20 ของจำนวนประชากรเท่านั้น

แต่ในบางประเทศ การให้บริการเหล่านี้สำหรับพื้นที่ในเขตทุรกันดารยังเป็นไปได้ยาก จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาล องค์กรสาธารณะ และหน่วยงานเอกชน ที่ควรให้ความสำคัญในการพัฒนาการสื่อสารในภูมิภาคเหล่านี้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากระบบไร้สายสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางด้วยต้นทุนการติดตั้งที่ต่ำ

ด้วยเหตุนี้ 3G จึงเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมในการเชื่อมต่อกับพื้นที่ห่างไกล ยิ่งไปกว่านั้น ระบบไร้สาย 3G กลายเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในบริการรับ-ส่งเสียงและข้อมูล เนื่องจากความคุ้มค่าในการลงทุน ความสามารถในการขยายการให้บริการแก่ฐานผู้ใช้บริการที่มีอัตราเติบโตสูง รวมทั้งการให้บริการเสริมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ 3G ยังมีความสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้อย่างดีเยี่ยมด้วยค่าบริการข้อมูลที่ต่ำที่สุด เมื่อความสามารถในการส่งข้อมูลเพิ่มขึ้น สถานีฐานเซลลูลาร์ (Base Transceiver : BTS) แต่ละแห่งจึงรองรับการส่งข้อมูลในปริมาณมากขึ้น ในขณะที่เครือข่ายต้องการอุปกรณ์และสถานีรับ-ส่งน้อยลง ดังนั้น จึงลดต้นทุนการดำเนินการและการลงทุนลงได้

จากการที่เกือบ 1 ใน 3 ของหมู่บ้านในประเทศไทยยังอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงได้ยากประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาทำให้การขยายเครือข่ายเป็นไปได้ยาก แต่จากความสามารถของเทคโนโลยี 3G ผนวกกับต้นทุนการลงทุนที่ต่ำ จึงเป็นสิ่งที่น่าพิจารณาสำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในการให้บริการที่จะเลือกนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เพื่อให้ก่อให้ประโยชน์ และนอกจากผลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3G ยังเป็นคำตอบสำหรับการลดช่องว่างดิจิตอล สำหรับสังคมเมือง และสังคมชนบทได้เป็นอย่างดี เพราะปัจจุบันราคาอุปกรณ์พกพาสำหรับรองรับ 3G ลดลงมามากจนทำให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงได้ทุกระดับชั้น

ประโยชน์ต่อมาของ 3G คือการเข้าไปสนับสนุนการลดช่องว่างทางการศึกษาระหว่างเด็กเมืองและเด็กชนบทรวมทั้งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในต่างจังหวัดได้เป็นอย่างดี

การศึกษาที่ยังล้าหลังเพราะประชากรไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลดังนั้น หากจะกระตุ้นประสิทธิภาพการศึกษาในปัจจุบัน ไทยต้องก้าวข้ามคำว่า 'การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต' ที่จัดว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อพิจารณาจากตัวเลข ผู้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตในประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ขีดความสามารถในการค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมของเยาวชนมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปัญหาสำคัญในอนาคต โดยเฉพาะระดับความรู้ในการแข่งขันกับเยาวชนของประเทศอื่นๆ ที่มีประสิทธิภาพของเทคโนโลยีที่สูงกว่า เนื่องจากระดับความรู้ของเยาวชนไทยจะขาดความกว้างไกล เพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ และในระยะยาวการแตกหน่อทางความคิดการคิดค้นนวัตกรรมจะไม่มีการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

ในหลายประเทศให้ความสำคัญกับแผนพัฒนาการศึกษา โดยได้มีการประกาศนโยบายภายหลังจากการติดตั้งเครือข่าย 3G ให้มีการสรรหาอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อที่มีราคาถูกเพื่อทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโครงข่ายระบบ 3G ได้ง่ายขึ้น หรือในบางประเทศก็เลือกที่จะผลิตอุปกรณ์ดังกล่าวขึ้นมาเอง เช่น ประเทศเวียดนามที่มีนโยบายว่า 'จะต้องผลิตโมเด็มไร้สายเพื่อเชื่อมต่อโครงข่าย3Gให้เยาวชนในประเทศสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้'

เหตุที่ประเทศเวียดนามสามารถกำหนดนโยบายนี้ได้ เนื่องจากเวียดนามมีการให้ใบอนุญาต 3G แล้ว ขั้นต่อมาคือการพัฒนาอุปกรณ์เชื่อมต่อที่เป็น USB Modem แบบไร้สายในราคาที่ประชาชนทั่วไปสามารถเป็นเจ้าของได้

ในขณะที่ประเทศมาเลเซียที่มีอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสูงกว่าประเทศไทย แต่ยังไม่เป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับรัฐบาลมาเลเซีย จึงกำหนดให้มีนโยบายที่จะใช้ 3G Wireless Modem ติดตั้งตามบ้าน แทนที่อุปกรณ์ DSL ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มอัตราการเข้าถึงบรอดแบนด์ (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) ภายในประเทศให้สูงยิ่งขึ้นจนถึงในระดับ 50%

ด้านสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา (USAID) และกระทรวงศึกษาธิการ มีการใช้ระบบโครงข่าย 3G ด้วยเทคโนโลยี CDMA EV-DO ติดตั้งให้โรงเรียนในโครงการเพื่อใช้ในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และมีการวัดผลทุกๆ 18 เดือน โดยรัฐบาล

ปัจจุบัน ในระดับอุดมศึกษาของประเทศไทย มีหลายสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันเอกชนที่มีการแจกแลปท้อป หรือ โน้ตบุ๊ก ให้นักศึกษาใช้งาน เสมือนเป็นตำราเรียนเล่มหนึ่งและเป็นหนึ่งในอุปกรณ์การศึกษา เพราะระบบการจัดการด้านการเรียนการสอนในปัจจุบันในสถาบันเหล่านั้น จะใช้ผ่านอินเทอร์เน็ตทั้งหมด จึงเห็นได้ชัดว่านโยบายด้านการศึกษามีความก้าวหน้าไปแล้ว

แต่จากข้อมูลสถิติกลับพบว่าอัตราการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตยังมีตัวเลขที่ต่ำอยู่ นักศึกษาได้ใช้งาน Wi-Fi ผ่าน Hot Spot เมื่ออยู่ในรั้วสถาบันการศึกษา แต่เมื่อไรก็ตามที่อยู่นอกเขตสถาบัน ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างอิสระและที่สำคัญเด็กต่างจังหวัดยังถูกกีดกั้นการยกระดับความรู้เพียงเพราะไม่มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

สำหรับด้านสาธารณสุข 3G ก็มีประโยชน์ในการตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีเพราะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลโดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วย หรือในพื้นที่ที่ยากต่อการเดินทางเข้าถึง ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวผู้ป่วยสามารถรับการรักษาจากแพทย์ที่ประจำอยู่ในตัวเมืองใหญ่หรือแพทย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางได้ทันที ผ่านทางระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (การประชุมทางไกลทั้งภาพ เสียง และข้อมูล) โดยมีเจ้าหน้าที่ หรือแพทย์และพยาบาล ประจำท้องถิ่นเป็นผู้ประสานงาน

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตมฟอร์ด ผลการวิจัยที่ศึกษาจากกลุ่มแพทย์ 282 ราย และคนไข้มากกว่า 3,600 คน ในกลุ่มตัวอย่างพบว่า การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารแบบออนไลน์ รวมถึงอีเมล์ในการติดต่อสื่อสารระหว่างแพทย์และคนไข้ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยประมาณหนึ่งเหรียญสหรัฐต่อคนไข้หนึ่งคนต่อเดือน

จากประโยชน์ที่ไล่เรียงมาของเทคโนโลยี 3G ถึงตอนนี้คงไร้ข้อสงสัยถึงประโยชน์ของเทคโนโลยีไร้สายชนิดนี้ และเชื่อว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ประเทศไทยได้และคนไทยได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีนี้มาช่วยยกระดับเศรษฐกิจ สังคมและคนในประเทศให้ดีขึ้นตามกระแสของโลก

Company Related Link : 3G TOT

25 มิถุนายน 2553 17:15 น.